หรือถึงเวลาที่คนจะละทิ้งศาสนา?

Posted on Updated on


ผมอ่านเจอบทความของสำนักข่าว BBC ชื่อ “หรือถึงเวลาที่คนจะละทิ้งศาสนา? ”
ในเนื้อหาบทความชี้ให้เราเห็น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ระหว่างความเชื่อทางศาสนา กับ เหตุผลวิทยาศาสตร์ นักวิชาการในบทความบอกว่า คนแทบทุกคนจะมีระบบความเชื่ออยู่ทั้ง 2 แบบ ที่ต้องต่อสู้กันอยู่ภายในตัวเองว่า เรื่องนั้นๆเราจะใช้มุมมองจากหลักทางศาสนา หรือจะใช้หลักการเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และยังมีข้อเท็จจริงจากการสำรวจว่า ประเทศหรือพื้นที่ ที่มีความสงบสุขเสถียรภาพ มั่นคง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ประชาชนจะเชื่อในศาสนาหรือพระเจ้าน้อยลง แต่พื้นที่ที่ประสบ ทุกข์ยาก ทั้งจากเศรษฐกิจ และภัยพิบัติบ่อยๆ มักจะเต็มไปด้วย ประเพณีพิธีกรรมความเชื่อ เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้ผ่านพ้นความยากลำบาก

10917330_1597862827101418_4070998244636040813_nคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ไม่มีชีวิตหลังความตาย ไม่มีโลกหน้า ไม่มีสวรรค์ เรื่องนี้แม้ว่าจะฟังดูไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ แต่กลับมีคนคิดอย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้มีคนที่ประกาศตัวเองอย่างเปิดเผยว่าเป็นคนที่ไม่เชื่อถือในพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ฟิล ซัคเคอร์มาน อาจารย์ด้านสังคมวิทยาและการศึกษาเรื่องการแยกรัฐออกจากศาสนาของวิทยาลัยพิทเซอร์ ในรัฐแคลิฟอร์เนียและเป็นนักเขียนเรื่อง Living the secular life บอกว่านี่เป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น และจากการสำรวจของแกลลอป อินเตอร์เนชั่นแนล ที่สุ่มตัวอย่างคน 50,000 คน ใน 57 ประเทศพบว่าคนที่ถือว่าตัวเองเป็นคนเคร่งศาสนานั้นมีจำนวนลดลงจาก 77% เหลือ 68% ในช่วงปี 2548 – 2554 ขณะที่คนที่เรียกตัวเองว่าไม่เชื่อว่ามีพระเจ้ามีจำนวนเพิ่มขึ้น 3% จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่าจำนวนคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าทั่วโลกนั้นมีถึง 13% แน่นอนว่าตัวเลขนี้ไม่ได้มากมาย แต่ถ้าแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็มีคำถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่ศาสนาจะหมดไปจากโลก

นักวิชาการหลายคนพยายามจะมองหาเหตุผลที่ผลักดันให้จำนวนคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้ามีมากขึ้น แน่นอนว่าเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้คนยึดมั่นในศาสนาก็เพราะว่าศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในภาวะที่ไม่แน่นอนของชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่ในประเทศที่รัฐบาลสร้างความมั่นคงให้กับประชากรของตนในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการดำรงชีวิต จะมีจำนวนของคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าสูง อาจารย์ซัคเคอร์มานชี้ว่า “เสถียรภาพในสังคมดูเหมือนจะกลายเป็นตัวลดทอนความเชื่อทางศาสนาลง” นอกจากนั้นทุนนิยม การเข้าถึงเทคโนโลยีและการศึกษาก็มีความเกี่ยวพันกับการลดความเชื่อในด้านศาสนาลง เขาบอกว่าประเทศที่มีแนวโน้มจะมีคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าเพิ่มขึ้น ก็อย่างเช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ แคนาดา เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอุรุกวัย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นทั่วไปไม่ใช่เฉพาะบางที่บางแห่งเท่านั้น ในประเทศที่ปกติแล้วผู้คนเคร่งศาสนา เช่นที่บราซิล จาเมกา และไอร์แลนด์ก็เกิดปรากฎการณ์นี้เช่นกัน นายซัคเคอร์มานเสริมว่าทุกวันนี้มีพื้นที่น้อยแห่งมากที่คนจะเคร่งศาสนามากขึ้นกว่าเมื่อสี่สิบหรือห้าสิบปีที่แล้ว

สหรัฐฯ ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดประเทศหนึ่ง แต่มีสัดส่วนคนเคร่งศาสนาสูงมาก แต่กระนั้นผลการสำรวจของหน่วยงานวิจัยพิว (Pew) ยังบอกว่าระหว่างปี 2550 – 2555 จำนวนคนอเมริกันที่บอกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าเพิ่มจาก 1.6% เป็น 2.4%

แต่การที่ความเคร่งศาสนาของคนลดลงนั้นไม่ได้หมายความว่าศาสนาจะหมดไป ดร. อารา โนเรนซายัน นักสังคมจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดาและเป็นผู้เขียนหนังสือ Big Gods กล่าว ความมั่นคงในชีวิตของคนเราดูจะเป็นปัญหามากยิ่งกว่าที่เห็น ๆ กัน ทุกวันนี้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป หลายอย่างเกิดขึ้นได้โดยที่หลายคนอาจไม่คาดคิด ปัญหาโลกร้อนทำให้โลกต้องเจอสภาวะใหม่ ๆ ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอลง ความยากลำบากอาจจะทำให้คนเราหันกลับไปหาศาสนา ดร. โนเรนซายันชี้ว่า “คนเราต้องการหลีกหนีความทุกข์ แต่ถ้าหนีไม่ได้ อย่างน้อยพวกเขาก็อยากจะเข้าใจมัน” และศาสนาช่วยให้ความหมายกับความทุกข์ อธิบายได้ดีกว่าวิธีอธิบายที่การเมืองการปกครองและความเชื่ออื่นใดจะให้ได้

แต่สมมุติว่าเราไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้นและทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข กระนั้นศาสนาก็น่าจะยังคงอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะมีพื้นที่บางส่วนในระบบความคิดและจิตใจของมนุษย์เราให้ตอบสนองแบบนั้น

ทำไมศาสนาจึงยังคงอยู่ ดร.อารา โนเรนซายัน นักสังคมจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย อธิบายว่ามนุษย์เรามีระบบวิธีคิดแบบ “คู่ขนาน”ที่เรียกว่าระบบที่หนึ่งและสอง ระบบที่สองเป็นระบบที่ช่วยให้เราวางแผนและคิดอย่างมีเหตุมีผล ส่วนระบบที่หนึ่งคือระบบที่ทำให้เรารู้สึก ตอบสนองและตอบโต้ได้โดยอัตโนมัติ ระบบนี้ช่วยให้เราทำอะไรได้หลายอย่างโดยที่ไม่ต้องคิด เช่น มีความรู้สึกคลื่นไส้เวลาเห็นของเน่าเหม็น สามารถพูดภาษาแม่ของตัวเองได้โดยไม่ต้องคิด ทารกสามารถบอกได้ว่าใครเป็นพ่อและแม่ บอกถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตได้ ทำให้เรามีแนวโน้มจะมองหารูปแบบบางอย่างเพื่อให้เข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น แสวงหาคำอธิบายสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราวอย่าง เช่น ภัยธรรมชาติหรือทำความเข้าใจกับความตายของคนที่เรารัก เป็นต้น

นักวิชาการเชื่อว่าเพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย หรือแม้แต่ในการมองหาคู่ครอง ระบบที่หนึ่งเป็นตัวที่ช่วยให้เราตรวจจับรับรู้ว่ามีสิ่งใดที่จะมีผลกระทบหรืออันตรายต่อชีวิตไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เช่น ในอดีตอาจจะมาในรูปของเสือหรืองูที่ซ่อนในพงหญ้า ในแง่หนึ่ง ระบบวิธีคิดแบบนี้ก็ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะยกให้ความสามารถนี้เป็นการกระทำของสิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีเทพเจ้าคอยคุ้มครอง หรือมีผีบรรพบุรุษมาคอยลงโทษเราด้วยการส่งความเดือดร้อนรูปแบบต่าง ๆ มาให้ เช่น ความแห้งแล้งหรือว่ามีวิญญาณซุ่มในเงามืด เป็นต้น

ระบบที่หนึ่งจะทำให้เรามองเห็นของทุกอย่างควบคู่กันและยากที่จะเห็นว่าร่างกายและจิตใจของเรานั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือเป็นองค์เดียวกัน ความคิดแบบนี้ มักเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เรายังเป็นเด็ก เด็กๆมักจะรู้สึกว่า พวกเขามีจิตวิญญาณที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใด และก่อนจะมาเป็นกายในภาคนี้พวกเขาเป็นอะไรมาก่อน หลายๆศาสนา เอ่ยถึงเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการหลายรายเชื่อว่าศาสนาเป็นผลพวงของวิธีคิดเช่นนี้ โรเบิร์ต แมคคอลีย์ ผู้เขียนหนังสื่อชื่อ Why Religion is Natural and Science Is Not และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเรื่องจิต สมองและวัฒนธรรมที่มหาวิทยาลัยอีเมอรี ในรัฐจอร์เจียบอกว่า ศาสนาเป็นวิธีจัดการทางวัฒนธรรมที่จะให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติเหล่านี้ที่มีอยู่ในตัว

คนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าจะต้องสู้กับกระบวนการคิดแบบนี้ในตัว โดยธรรมชาติมนุษย์เราอยากจะเชื่อว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่ และชีวิตไม่ได้มีขึ้นมาเพื่อที่จะสูญเปล่า ใจของเราต้องการเหตุผลและอยากมีเป้าหมาย โนเรนซายันบอกว่า การศึกษา การได้เรียนรู้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์และการคิดอย่างวิพากษ์อาจจะทำให้คนหยุดใช้สัญชาตญาณไปบ้างก็จริง แต่ถึงอย่างไร สัญชาตญาณนั้นของพวกเขาก็ยังคงอยู่

ในขณะที่วิทยาศาสตร์ อันเป็นสิ่งที่คนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าใช้เป็นกุญแจไขไปสู่การทำความเข้าใจกับโลกและธรรมชาตินั้น ก็ไม่ใช่ยาขนานที่จะกินได้ง่ายๆ แมคคอลีย์บอกว่าเป็นเพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ค้านกับระบบที่หนึ่งที่มีอยู่ในตัวเรา เราจะต้องยอมรับว่าโลกหมุนรอบตัวทั้งๆที่เราไม่เคยรู้สึกได้ หรือว่าวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเลือกไม่ได้ ในขณะที่จักรวาลไม่ได้คงอยู่เพื่ออะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ว่าสัญชาตญาณจะพยายามบอกเราอีกอย่างหนึ่ง การยอมรับความผิดพลาดของตัวเองก็เป็นเรื่องยาก หรือแม้แต่การยอมรับว่า ความจริงเป็นสิ่งที่ผันแปรไปตามข้อมูลที่ปรากฏออกมาในแต่ละห้วงเวลา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักสำคัญในวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องยาก ขณะที่ศาสนาเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วและเราแทบจะไม่ต้องเรียนก็ว่าได้ การจะไม่ให้มีศาสนานั้นจึงจะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของมนุษย์ถึงจะเป็นไปได้ คนอเมริกันจำนวนมากแม้ว่าจะไม่เคร่งศาสนาแต่ก็ยังเชื่อมั่นในเรื่องพระเจ้า สำหรับคนทั่วโลก แม้แต่คนที่พูดชัดว่าไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ก็ยังมีความคิดเรื่องสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ อาจจะเชื่อเรื่องผี เรื่องของดวงดาว กรรม การส่งกระแสจิต หรือแม้แต่การกลับมาเกิดใหม่ก็ได้

ศาสนาเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความร่วมมือร่วมใจ ความคิดที่ว่าจะมีพระเจ้าหรือเทพเจ้ามาลงโทษหากมีใครในสังคมทำในสิ่งที่ผิดแปลกออกไปจากคนอื่น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ชุมชนดั้งเดิมสามารถรักษาระเบียบของสังคมเอาไว้ได้ โจเซฟ บุลบูเลีย แห่งมหาวิทยาลัยเวลลิงตัน นิวซีแลนด์บอกว่า จากการศึกษาระบบความเชื่อในสังคมแบบดั้งเดิมที่มีอยู่เกือบ 600 แห่งทั่วโลกพบว่า ในที่ที่สภาพอากาศรุนแรงมากที่สุด มักจะมีเทพเจ้าแห่งศีลธรรมมากกว่าที่อื่น ทั้งนี้เพราะว่าการมีเพื่อนบ้านที่มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารีอาจจะช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้ในเวลาฉุกเฉิน

สุดท้าย สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์อันหนึ่งก็คือ คนที่เคร่งศาสนามักจะมีลูกมากกว่าคนที่ไม่เคร่ง โนเรนซายันบอกว่า แม้แต่ในกลุ่มของคนที่เคร่งศาสนาด้วยกัน คนที่เคร่งมากกว่าจะมีลูกได้มากกว่า

ด้วยเหตุผลต่างๆดังที่ว่ามาทั้งหมดนี้ทำให้เชื่อกันว่า ศาสนาจะยังคงอยู่คู่กับคนต่อไป และถึงแม้ว่าสักวันหนึ่ง คนอาจจะหมดศรัทธาในบรรดาศาสนาทั้งหลายที่มีอยู่ แต่ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติก็จะยังคงอยู่ต่อไป “แม้แต่รัฐบาลที่ดีที่สุดจากฝ่ายการเมืองก็ไม่สามารถคุ้มครองคนได้จากทุกสิ่งทุกอย่าง” แมคคอลีย์ให้ความเห็น

เมื่อใดก็ตามที่เราเจอเข้ากับภัยจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะสงครามนิวเคลียร์ หรือเรื่องที่ว่าโลกจะชนกับดาวหาง เมื่อนั้นคนก็จะหันไปหาพระเจ้า เพราะคนยังต้องการที่พึ่งในยามทุกข์ คนจำนวนมากอยากให้ชีวิตของตนดำรงอยู่อย่างมีความหมาย และสิ่งที่มองไม่เห็นที่อยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งนั้นรักและโปรดปรานเรา คนที่จะมีความเชื่อแบบนี้จะยังคงมีอยู่เรื่อยไป และอาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ตลอดไปด้วย ซัคเคอร์มานทิ้งท้าย

อ่านต้นฉบับ จาก BBC Thai ที่นี่

ตอนที่ 1  https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1597861300434904

ตอนที่2  https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1597863367101364

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s