ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูของชีวิต

Posted on


Crossing the Threshold
ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูของชีวิต

silhouette2     ธรณีประตู (the Threshold) หมายถึงอะไร? คนไทยส่วนหนึ่งจะไม่เหยียบธรณีประตูเพราะเชื่อว่าเป็นบริเวณพิเศษ  แต่ในแง่มุมของมนุษยปรัชญาแล้ว  เราอาจตีความหมายของธรณีประตูในชีวิตของเราที่สำคัญได้อยู่สองจุด คือ ธรณีประตูในช่วงของการเกิดและ ธรณีประตูในช่วงของการการตาย  หากมองตามความหมายนี้ อาจกล่าวได้ว่าธรณีประตูคือตำแหน่งหรือเขตแดนที่เตือนเราว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเมื่อเราก้าวข้ามไป  และเรามักจะผ่านเข้าไปเจอสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากเบื้องหลังของเรา หรือเมื่อเราก้าวข้ามจากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรม  เมื่อเรามองย้อนกลับมา มันจะเป็นเสมือนกระจกส่องให้เราเห็นตัวเอง

ในบทความนี้เราจะใช้คำว่าธรณีประตูเพื่อแทนความหมาย ของการข้ามจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ในเชิงนามธรรมตามแนวคิดของมนุษยปรัชญาว่า การข้ามธรณีประตู คือการกลับไปสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ และ ที่ตรงนั้นมีผู้พิทักษ์รักษาประตูสถิตย์อยู่ เพื่อคอยป้องกันไม่ให้เราก้าวข้ามก่อนที่เราจะพร้อม  เราอาจจะนึกภาพเปรียบได้คล้ายกับลักษณะ ที่เราเห็นในวัดหรือในโบสถ์ที่มักจะมีรูปภาพ ซึ่งอาจเป็นรูปยักษ์ รูปลักษณะต่างๆกัน ทั้งที่บานประตู หรือตามซุ้มทางเข้า ในโบสถ์คริสเตียนเช่นกัน ที่บานประตูก็มักสลักเป็นรูปสัตว์ อสูรกาย เป็นสัญลักษณ์ เพื่อที่จะบอกว่าใครก็ตามที่จะก้าวข้ามผ่านธรณีประตู เข้าไปในโบสถ์อาจจะได้พบกับสิ่งที่น่ากลัว

เมื่อเราต้องการข้ามจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อม คล้ายกับที่เราจะก้าวข้ามธรณีประตู ในเมื่อผู้พิทักษ์ ยังคอยกันไว้ไม่ให้เราเข้าไปเจอ”สิ่งที่แตกต่าง”จากฝั่งที่เราอยู่   ตัวอย่างเช่นในตอนที่เราเจ็บป่วย ก็อาจเป็นเพราะเราข้ามธรณีประตูไป จากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่งโดยที่ไม่มีความพร้อม  ร่างกายเราจึงเกิดความเจ็บป่วย หรือในเวลากลางคืนที่เรานอนหลับ อาจมีประสบการณ์บางอย่างเข้ามารบกวนจิตใจ  เกิดความรู้สึกกลัวขึ้น   ทั้ง 2 ตัวอย่างข้างต้นจึงเสมือนมีผู้พิทักษ์มาคอยเตือนเราว่าถ้าจะข้ามธรณีประตูไปก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมมากกว่านี้เสียก่อน

การก้าวข้ามธรณีประตูในแต่ละช่วงอายุของชีวิต

  • เราก้าวข้ามธรณีประตูแรกของชีวิต เมื่อคลอดออกมาใช้ชีวิตบนโลกแห่งวัตถุใบนี้
  • ตอนสามขวบ เราเริ่มรู้สึกถึงตัวเอง และถือเป็นการข้ามธรณีประตูเป็นครั้งที่สอง
  • อายุเก้าขวบก็มาถึงธรณีประตูที่สาม เมื่อมนุษย์เริ่มรู้สึกตัวเองแยกออกจากโลก เมื่ออยู่ในภาวะสมดุลมนุษย์จะเริ่มตระหนักรู้ถึงโลกภายในตัวเองเป็นครั้งแรก
  • ข้ามธรณีประตูครั้งที่สี่ เมื่ออายุสิบสองขวบ จะเริ่มรู้สึกถึงพลังของแรงโน้มถ่วง กระดูกข้อต่อจะเชื่อมติดต่อกัน มันดิ่งเข้าสู่กาย ทำให้ไม่ค่อยสบายตัว มีการเคลื่อนไหวที่กระโดกกระเดก
  • ข้ามธรณีประตูครั้งที่ห้าเมื่ออายุสิบห้า หัวใจเริ่มเป็นอิสระ พลังของกายแห่งความรู้สึกหรือ astral body จะเริ่มเป็นอิสระจากพันธุกรรม เหมือนเป็นการเกิดใหม่ เริ่มรู้สึกผิดชอบชั่วดี และรู้รับผิดชอบต่อการกระทำของตน มีมโนธรรม  ต่างจากช่วงก่อนอายุสิบห้าที่ตอนนั้นเด็กยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสาและชีวิตขึ้นต่อผู้ใหญ่ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ดีในช่วงอายุสิบห้า ก็ยังต้องอาศัยผู้ใหญ่คอยช่วยชี้ทางให้
  • พออายุย่างเข้าช่วง 18 เรียกว่าเป็น moon node คือช่วงอายุที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกับดาวที่เกิด เริ่มส่อแววว่าจะมีอะไรที่เป็นวิกฤตเกิดขึ้นในอนาคตในช่วงอายุนี้ก็ได้
  • อายุ 21 ปี เป็นช่วงของการเกิดกายแห่งฉัน ( i )
    ร่างกายของเราเปรียบเหมือนตัวเรือ
    กายแห่งชีวิตเปรียบเหมือนหางเสือพาร่างกายไป
    กายแห่งอารมณ์ความรู้สึกเปรียบเหมือนใบเรือที่คอยรับลม
    และกายแห่งฉันเปรียบเหมือนเสากระโดงเรือ
    มนุษย์ต้องใช้เวลา 21 ปีแรกในการสร้างเรือหรือค้นหาเรือของตัวเอ
  • เข้าสู่อายุ 28 เราเริ่มครอบครองชีวิตของตัวเราเองอย่างเต็มที่

ในระหว่างช่วงอายุ 21-49 นี้ เราจะทำงานมีอาชีพ มีความรับผิดชอบ พบปะผู้คนในสังคม  เริ่มเดินทางชีวิต เราจะทำงานกับ ความคิด อารมณ์ความรู้สึก และเจตจำนง  ของเราอย่างจริงจัง ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะทำงานร่วมกันเสมอ

  • ในช่วงก่อนอายุ 21 ปี ตามแนวคิดมนุษยปรัชญา การพัฒนามนุษย์คือการพยายามให้การศึกษาแก่ ความคิด ความรู้สึก และเจตจำนง
  • และเมื่อล่วงเข้าสู่อายุ21 เราจะมีความรับผิดชอบ จะตั้งใจเดินบนเส้นทางชีวิตของเราเอง เริ่มคิดว่าตัวเองมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง
  • แต่ตอนอายุ 28 เรากลับพบว่าเราไม่ได้คำตอบอะไรเลย
  • ในช่วงอายุ 28 – 40 เป็นช่วงเวลาแห่งการก้มหน้าก้มตาทำงาน
  • ช่วงอายุ 45-49 ชีวิตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถือเป็นธรณีประตูสำคัญ

อย่างไรก็ดี  การก้าวข้ามธรณีประตูครั้งใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้นของคนแต่ละคนอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป และในช่วงเวลาที่แตกต่างกันด้วย

โดยทั่วไปเราจะพบ กับการก้าวข้ามธรณี ครั้งสำคัญๆ หรือ Moon Nodes รวมสี่ครั้งในทุกช่วง 18 ปี ของชีวิต

  • ครั้งแรกคือตอนอายุ 18 ตอนที่เริ่มมองเห็นอนาคตของชีวิตตัวเองแบบลางๆ
  • ครั้งที่ 2 ตอนอายุ 37 เป็นช่วงที่เรารู้ว่าเราจะต้องทำอะไร มักมาพร้อมกับวิกฤตการณ์เพื่อให้ต้องเปลี่ยนแปลง ถึงแม้เราจะไม่เต็มใจเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราฝ่าไป มันจะเกิดพลังใหม่
  • ครั้งที่สามคืออายุ 56 ไม่ใช่เพียงแค่ทำอะไรสำเร็จมาบ้างแต่เรามองต่อไปว่าเราสามารถให้อะไรคืนกลับสู่โลกได้บ้าง
  • ครั้งที่สี่ตอนอายุ 74 ปี ไม่มีภาระใดๆแล้ว เป็นอิสระ ทำอะไรก็ได้

ในแต่ละช่วงของ การก้าวข้ามธรณีประตูครั้งสำคัญนี้ (moon node) อาจจะมีวิกฤตเกิดขึ้น ทั้งที่เป็นวิกฤตครั้งใหญ่หรือวิกฤตเล็กๆ

การก้าวข้ามธรณีประตู อาจทำให้เกิดความกลัวที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไป ภารกิจของเราคือ ขจัดความกลัวออกไปเสียให้สิ้น และเราจะทำภารกิจนี้ได้ก็แต่เฉพาะชีวิตบนโลกเท่านั้น ผู้คนที่เราพบปะ และสังคมรอบข้าง จะช่วยให้เรามองเห็นว่าเราต้องทำอะไร และต้องแก้ไขอะไร ย้อนทำให้เราพบเรื่องราวเก่าๆในอดีต

คนสมัยก่อนมักเข้าวัดเพื่อต้องการพบกับโลกแห่งจิตวิญญาณ แต่ผู้คนในยุคปัจจุบันอาจจะแสวงหา ศาสนธรรมในรูปแบบใหม่โดยไม่ได้นับถือศาสนาหนึ่งศาสนาใดโดยเฉพาะ และแค่เพียงการได้พบปะแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ก็อาจจะทำให้รู้สึกได้เหมือนกับเข้าสู่ ศาสนสถานแห่งจิตวิญญาณก็ได้ เพราะว่าคนเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีสภาวะความดีงามให้เราเรียนรู้ได้

เรามักจะมีชีวิตที่วุ่นวายทุกวันตลอดวัน จึงควรจะได้มีเวลากลับสู่ตัวเองเพื่อเชื่อมต่อกับโลกแห่งจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะด้วยการนั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือภาวนา หรือการใช้เวลามองย้อนกลับไปดูในแต่ละวันด้วยสายตาที่ต่างไปเหมือนกับเราเป็นคนอื่นมองเข้ามาในชีวิตของเราเอง

เวลาที่เราต้องการให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลง เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร  ก่อนที่เราจะมีปฏิกิริยาออกไป เราได้เคยมองเห็นตัวเราเองหรือไม่  ความคิดของเราชัดเจนหรือยัง เราเท่าทันความรู้สึกของเราเองหรือเปล่า เรารู้สึกตัวไหม เรามีพลังเจตจำนงที่จะบอกตัวเอง ก่อนที่จะตอบโต้ออกไปหรือเปล่า

เพื่อที่จะก้าวข้ามธรณีประตู เราจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม บางคนเมื่อถึงเวลาจะก้าวอาจจะตัวชา บางคนก็กระโจนเข้าไปโดยไม่มองไม่คิด  จึงมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันไป ความรู้สึกจะเป็นเหมือนมีเครื่องมือวัดประจำตัวเราว่า  เรามาถึงธรณีประตูแล้วและเมื่อเราจะก้าวข้าม ก็เกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมา ถ้าเรากลัว เราจะต้องบอกตัวเอง มันอาจจะไม่ได้ใหญ่หรือน่ากลัวอย่างที่เราคิดก็ได้ หรือเราอาจจะเลือกที่จะไม่ข้ามไป หรือเราอาจเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เสริมสร้างความกล้าเพื่อก้าวข้ามมันไป ดังนั้นการก้าวข้ามธรณีประตูต้องการความกล้าหาญ รู้จักคิด และความสร้างสรรค์ที่จะพาตัวเองข้ามผ่านไป แต่คนที่กระโดดข้ามไป ในที่สุดเขาอาจจะต้องกลับมาย้อนคิดทบทวนเพื่อทำใหม่ในคราวหน้าให้ดีขึ้น   เมื่อเราข้ามธรณีประตูซึ่งมีผู้พิทักษ์ประตูดำรงอยู่และจะทำให้เราเห็นว่าเราได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไว้มากมาย แต่ก็อาจจะมี ผู้พิทักษ์มาช่วยแบ่งเบาภาระ เหมือนยกของหนักออกไปจากบ่า เมื่อก้าวผ่านไปได้ เราก็จะพบกับความรักความสุขรอเราอยู่

การก้าวข้ามธรณีประตูไม่ใช่หมายถึงเฉพาะในช่วงเวลาอายุต่างๆที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมพร้อมที่จะก้าวข้ามธรณีประตูไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราออกจากบ้านรู้สึกห่อเหี่ยวกับปัญหาที่บ้าน พอก้าวเข้าสู่ที่ทำงาน เราก็พร้อมที่จะสลัดความห่อเหี่ยวนั้นออกไป และใจจดจ่ออยู่กับการทำงาน เป็นธรรมดาอยู่ทุกๆวัน ที่เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่ง  ดังนั้นการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวผ่านธรณีประตูจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การต้องก้าวข้ามจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่งมันปรากฏขึ้นอยู่ตลอด เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลง มิใช่เพียงเป็นเรื่องความตายแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อถึงจุดของชีวิตที่เราต้องก้าวข้ามประตูธรณีไป ความคิด ความรู้สึก และเจตจำนง  จะแยกจากกัน  ความคิดจะลอยขึ้นสู่เบื้องบน   ความรู้สึกกระจัดกระจาย,  พลังเจตจำนงสลายไป   แต่เมื่อถึงสภาวะหนึ่ง เราจะต้องดึงมันกลับมาให้ได้และต้องพยายามประสานทั้งสามส่วนกลับเข้าด้วยกันใหม่ ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะควบคุม ความคิด(thinking), ความรู้สึก(feeling), พลังเจตจำนง(willing) ของเราขณะที่อยู่บนโลกนี้ด้วย ถ้าเราไม่เรียนรู้ฝึกฝนการควบคุมความคิด ความรู้สึก และเจตจำนงของเราเอาไว้แล้ว  เราจะประสบปัญหาในตอนก้าวข้ามธรณีประตู ในทุกช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ตั้งแต่ตอนเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

 

บทความ Crossing the Threshold  (ก้าวข้ามผ่านธรณีประตู)  มีเนื้อหาตามแนวคิดมนุษยปรัชญา ที่อาจแตกต่างจากความรับรู้ทั่วไป แต่ช่วยเปิดมุมมองความเข้าใจต่อพัฒนาการของชีวิตมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย นับตั้งแต่เกิดจนตาย จึงได้นำมาแบ่งปันให้เป็นแรงบันดาลใจและช่วยให้เกิดการใคร่ครวญต่อไป

บันทึกจากปาฐกถา ของคุณซูซิมป์สันเลขาธิการสมาคมมนุษยปรัชญาแห่งนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 21 พย.2008  ที่ รร.ปัญโญทัย กรุงเทพฯ บันทึกโดย  คุณรวิมาศ ปรมศิริ และ คุณ อภินทร์พร กิตติพีรพัฒน์

เรียบเรียงโดย   วันชัย พีชะพัฒน์  23 ธค 2557

Advertisements

One thought on “ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูของชีวิต

    ทางเข้า 12 bet said:
    ธันวาคม 26, 2016 ที่ 17:24

    WOW just what I was searching for. Came here by searching for success

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s