การศึกษาแบบไหนที่เราต้องการ?

Posted on Updated on


บทความเรื่องนี้ เป็นของครูอ้วน (อภินทร์พร กิตติพีรพัฒน์)แห่งโรงเรียนดุลยพัฒน์ ขอนแก่น  เขียนส่งมาให้อ่าน ตั้งแต่ปลายปี 2010   แนวคิดของเรื่องเกิดจากแรงบันดาลใจของประสบการณ์ตรง   ที่ได้รับรู้จากลูกของครูอ้วนที่ตอนนั้นเรียนอยู่ในโรงเรียนปัญโญทัย   ทำให้เห็นได้ปัญหาของการศึกษากระแสหลัก ที่ปลูกฝังความคิดการแบ่งแยกเขตแดน ประเทศเขาประเทศเรา ผืนดินนี้เป็นของชิติเรา ทั้งที่ความเป็นเขตประเทศพึ่งจะถูกขีดกันเมื่อ 100กว่าปีนี่เอง และยังสร้างอคติเรื่องชาติพันธ์ ซึ่งเมื่อนำเปรียบเทียบกับลูกที่ได้รับการศึกษาอยู่ในโรงเรียนแบบวอลดอร์ฟที่ปัญโญทัย ที่ทุกการเรียนการสอนและทุกกิจกรรมเป็นไปเพื่อการมองคนทุกคนอย่างเคารพในความแตกต่าง  ไม่หลงไม่คลั่งชาติ ไม่แบ่งแยก  และมองคนทุกคนเป็นพลเมืองของโลกที่เท่าเทียมกัน และพร้อมจะแบ่งปันให้อยู่เสมอ   เชิญอ่านครับ

 

What-is-a-Porous-Boundary-and-Why-is-it-Making-Me-Overweight-

 

เมื่อวานได้มีโอกาสได้ดูทีวีไทย  เรื่องราวต่างๆก็ไหลเข้ามาแบบมีมิติลึก ติดหนึบ เพราะมันมีทั้งภาพและเสียงสดๆให้ดู  โดยเฉพาะเรื่องข่าวอองซานซูจี ที่เราลุ้นตั้งแต่บ่ายว่าจะได้ปล่อยตัวมั้ย…แล้วก็เรื่องทำไมต้องมาประท้วงรัฐบาลในกรณีคนผลัดถิ่นและคนตกสำรวจ(เรื่องนี้แรงมากในความรู้สึกเลยล่ะ)  แล้วก็เรื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและกำลังจะมีมาในอนาคต (อันนี้ไม่ค่อยเท่าไหร่…ในความรู้สึกอารมณ์ หรือว่าอาจจะชินกับน้ำท่วมก็ได้ (เคยเจอน้ำท่วมปี ๒๕๒๖ เป็นเดือนๆ)

ทีวีมันทำให้เรารู้สึกได้มาก ขนาดเหมือนเราเข้าไปฟังเขาเอง   เรื่องที่ติดใจมากคือ คนไทยผลัดถิ่นและคนตกสำรวจ  เขาเป็นพี่น้องเราเป็นคนไทยเหมือนกันแต่ถูกปฏิบัติไม่เหมือนกัน (ซึ่งปัญหาอยุติธรรมในสังคมเช่นนี้มันคงมีอยู่มากมายจนพูดกันไม่หมด)  เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยอยู่ในฝั่งที่อังกฤษขีดเส้นแบ่งอาณาเขตปีพ.ศ. ๒๔๑๑ สมัยรัชกาลที่ ๕  พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไทยและเมื่อ่ได้สืบค้นความเป็นมาพวกเขาก็มีวัฒนธรรมมโนราห์แบบไทยภาคใต้  พอปี ๒๕๓๐ เขาก็อพยพกลับมาฝั่งไทยเนื่องจากความไม่สงบในพม่า  แต่ก็ถูกปฏิเสธในความเป็นไทยของพวกเขา อยู่อย่างไม่มีบัตรประชาชน ขาดสิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่าง  ต้องทำงานรับจ้างรายได้ต่ำ  มีคนแก่คนหนึ่งเล่าว่า หลานสาวถูกข่มขืนไปแจ้งความกับตำรวจๆบอกว่าไม่มีบัตร เป็นคนต่างด้าวนี่…ไม่รับแจ้ง!   ส่วนแม่ที่มีลูกคลอดมาแล้วสามคนและคนที่สี่ในท้อง  พอไปโรงพยาบาลรัฐก็ถูกปฏิเสธการให้สิทธิขั้นพื้นฐานเพราะเธอไม่มีบัตรประชาชน แม้มีพี่น้องญาติอยู่ในพื้นที่ดินแดนไทย  เธอก็ไม่สามารถมีบัตรได้  และเธอรู้สึกแย่เมื่อพยาบาลและเจ้าหน้าที่มีปฏิกิริยาที่ไม่ต้อนรับเธอ  (แม่คนนี้สวมผ้าคลุมปิดหัวถึงไหล่เป็นมุสลิมน่ะ)  พิธีกรถามผู้ประสานงานว่ากรณีแม่คนนี้ซึ่งบรรพบุรุษไม่ได้อพยพมาจากทางฝั่งโน้นทำไมจึงเป็นแบบนี้   ผู้ประสานงานหรือเจ้าหน้าที่NGO บอกว่านี่คือคนที่ตกสำรวจ  เพราะต้องอาศัยผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันไปแจ้งเกิดให้  เมื่อตอนเธอเกิด พ่อเสีย  คงไม่มีใครทำเรื่องนี้ให้จวบจนทุกวันนี้ (น่าจะมีอีกเยอะนะในเมืองไทยที่เป็นแบบนี้)

 

เรื่องคนไทยพลัดถิ่นทำให้นึกถึงภาพที่ตัวเองเข้าไปดูลูกสาวนั่งทำสมุดงานอยู่วิชาภูมิศาสตร์ชั้นมัธยมไหนจำไม่ได้แล้ว  แล้วเผลอโพล่งออกไปว่า…ทำไมลูกใช้สีเดียวกันหมดเลยล่ะ ไม่รู้สึกแตกต่างว่านี่ไทย นี่พม่า นี่ลาวเลย….(ไม่เหมือนแม่เรียนมานะ ใส่สารพัดสีเลย)   ลูกสาวสวนกลับว่า “โธ่แม่!  เส้นแบ่งเขตแดนมันเป็นเส้นในจินตนาการเท่านั้น มันไม่มีจริงหรอก”  แม่เลยอึ้ง…..  อืมม์ใช่สินะ มันเป็นเส้นจินตนาการ  เวลาคนที่เขาอาศัยอยู่ในเขตแดนเมื่อก่อนเขาไม่ได้คำนึงถึงมันหรอก เขาก็มีอิสระวิ่งเล่น เดินข้ามเขาไปมา   เรื่องเส้นแบ่งเขตแดนที่ลูกพูดคงมาจากที่โรงเรียน  เรารู้สึกดีใจที่โลกทัศน์ที่โรงเรียนมอบให้เขาไม่ใช่การแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ด้วยความเป็นประเทศนั้นประเทศนี้ และแน่นอนว่า ไม่ใช่แบ่งแยกความเป็นมนุษย์ด้วยชาติพันธุ์

 

การศึกษาแบบไหนที่พยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้นั้นๆได้รับมา….หรือนักการเมืองในรัฐบาลได้รับมา  จนทำให้ไม่สามารถแก้ไขเรื่องราวความทุกข์ร้อนของเพื่อนมนุษย์ได้  คำตอบก็คงเป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้ว  การศึกษาที่ไม่ได้มองคนอื่น (แม้ตัวเอง)เป็นมนุษย์  มองว่าเป็นกลไก หรือเป็นส่วนหนึ่งในระบบอุตสาหกรรม    มองเห็นบัตรประชาชนสำคัญกว่าความเป็นมนุษย์   มองเห็นอำนาจสำคัญกว่าชีวิตของประชาชน

 

เจ้าหน้าที่ประสานงานยังพูดต่อด้วยว่าที่ผ่านมาการศึกษาไทยเป็นตัวการสำคัญในการสร้างอคติทางชาติพันธุ์    เช่นเรื่องราวพม่ารุกรานไทย  ประมาณว่าพม่าเป็นศัตรูมาโค่นล้มอาณาจักรไทย  ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีการจัดตั้งประเทศขึ้นด้วยซ้ำ    อคตินี้มีผลต่อปฏิกิริยาด่วนสรุป ท่าทีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรัฐต่อแม่คนนั้นด้วยหรือเปล่าหนอ….?  เพราะเธอเป็นสตรีมุสลิมที่ห่มคลุมโพกผ้า  นอกจากนี้เมื่อก่อนรัฐไทยก็ใช้ศาสนาเพื่อสนับสนุนการเมืองด้วยใช่มั้ยล่ะ

 

เราหวนมาทบทวนการศึกษาที่ลูกได้รับ เมื่อมัธยมปลายเธอและเพื่อนๆต่างเดินทางไปคนละแห่งของประเทศนี้ เพื่อไปเรียนรู้การใช้ชีวิตกับกลุ่มคนที่ทำงานให้สังคม  ลูกสาวได้เรียนรู้เรื่องชาติพันธุ์และความอยุติธรรม สงคราม ความเป็นเพื่อนและความหวังต่ออนาคตผ่านการศึกษาจากซาทูเล่   เราเชื่อว่าลูกและเพื่อนๆของเธอคงเติบโตมาโดยไม่มองเห็นบัตร ลัทธิศาสนาความเชื่อ เศรษฐานะ ฯลฯ สำคัญกว่าความเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน ….และมันทำให้เรามีแรงใจที่จะทำงานของเราต่อไป  ทำอย่างไรที่จะให้การศึกษาที่มองความเป็นมนุษย์สำคัญกว่าลัทธิศาสนาความเชื่อ เงินตรา ยศฐาบรรดาศักดิ์  ลัทธิการปกครอง ฯลฯ  และเราก็หวังว่าพวกเขาเติบโตไปจะสามารถแสวงหาและพัฒนาความคิดเชิงสร้างสรรค์ และ “ไม่ติดกรอบ”และต่อมาก็จะมีลูกหลานที่ได้รับการบ่มเพาะความคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถหาทางออกกับปัญหาที่ดูเหมือนสิ้นหวังในวันนี้ได้นะ (รอนานหน่อยแต่ก็ยังดีที่มีหวังใช่มั้ยล่ะ!)

 

หวังว่าบุคลากร (รวมทั้งตัวเราเอง)ในการศึกษานี้ก็คงต้องพยายามขัดเกลาตัวเองให้ไปพ้นจากกรอบต่างๆที่สังคมยื่นให้เรามาตั้งแต่เราเกิดโดยที่เราไม่รู้สึกตัวเช่นกัน และพยายามพบปะกับความเป็นมนุษย์ของอีกคนหนึ่งให้ได้

 

รูดอร์ฟ สไตเนอร์ปรารถนาให้โรงเรียนวอลดอร์ฟ เปิดรับคนทุกคน ไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิความเชื่อ

เหมือนกับบทกลอนที่ให้ไว้แก่ครู

Receive the child with Reverence

Educate her/him with Love

Let him/her go forth in Freedom

 

นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่โรงเรียนในแนวนี้ที่เรียกตัวเองเต็มเปี่ยมว่าเป็น Steiner/Waldorf school พยายามปฏิบัติก็คือ ไม่ใช่โรงเรียนที่สอนศาสนา หรือเอาจริยธรรมแบบศาสนาหนึ่งใดนำหน้า  ไม่มีร.ร.วอลดอร์ฟคริสเตียนในโลกนี้  นอกจากโรงเรียนวอลดอร์ฟในวัฒนธรรมคริสเตียน  ในวัฒนธรรมความเชื่อแบบอินเดีย ฯลฯ  ศาสนาเป็นเรื่องอิสรเสรีภาพส่วนบุคคล ที่ไม่ควรนำมาโต้แย้งให้มากประเด็นเช่นเดียวกันกับความเชื่อในการเมืองเช่นกัน  รังแต่จะทำให้มนุษย์มองข้ามความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ก่อให้เกิดความแตกแยก  เราคงไม่ได้ต้องการการศึกษาแบบนี้ที่แบ่งแยกความเป็นมนุษย์ด้วยวัตถุ ชาติพันธุ์และลัทธิความเชื่อเกิดขึ้นอีกต่อไปแล้วใช่มั้ย   เชื่อว่าทุกคนคงมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s