หรือว่าการศึกษาไม่มีทางเลือก

Posted on Updated on


เราได้ยินคำว่าการศึกษาทางเลือกมานานแล้ว  ฟังดูเหมือนเรามีทางเลือก เรามีโอกาสเลือก แต่กับความจริงดูเหมือนยังมีอุปสรรคอีกมากมายที่ต้องฝ่าออกไป และบางครั้งอาจรู้สึกเหมือนว่า ที่จริงแล้ว  ในประเทศของเรา การศึกษานั้นไม่มีทางให้เลือก

ความรู้สึกอันนี้  ประมวลจากเหตุการณ์ต่างๆในแวดวงการศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้นว่าจะมีประเด็นที่แตกต่างกันไป แต่ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่สะท้อนแง่มุมของความคิดรวบยอดอันเดียวกัน  เหมือนอย่างที่ผมตั้งหัวข้อของบทความไว้ด้านบนว่า การศึกษาที่ไม่มีทางเลือก  ผมจะลองไล่เรียงเรื่องต่างที่เกิดขึ้นทีละเรื่องในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น

เรื่องแรก ข่าวการยุบโรงเรียนชุมชนขนาดเล็ก

โรงเรียนชุมชนขนาดเล็กคือโรงเรียนทีมีจำนวนนักเรียนไม่มาก อยู่ใกล้กับชุมชนแต่ละแห่ง แต่เนื่องด้วยจำนวนนักเรียนน้อย งบที่ได้รับจากรัฐก็น้อยตามไปด้วย ส่งผลทำให้ไม่สามารถจัดการศึกษาได้ตามมาตรฐาน(มาตรฐานของรัฐ)  นักเรียนที่ลดน้อยลงไปส่วนหนึ่งก็เพราะ เห็นว่าไปเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่ในตัวอำเภอและในจังหวัดกันดีกว่า   รัฐก็เลยคิดที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ลง แล้วเอาเด็กไปรวมกันไว้ที่โรงเรียนขนาดใหญ่  เด็กก็จะยิ่งไปเรียนไกลบ้านมากขึ้น   พอมีเรื่องนี้ออกมา ก็มีหลายๆองค์กรเข้ามาท้วงติงทางรัฐ  ว่าควรจะมีวิธีจัดการแบบอื่นเพื่อให้โรงเรียนยังคงดำเนินการต่อไปได้  ผมได้ยินมาว่าอยากจะปรับให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการโรงเรียน และใช้วิธีแบ่งปันทรัพยากรร่วมกับโรงเรียนอื่นๆในลักษณะเป็นเครือข่ายแบบคลัสเตอร์   และได้ยินข่าวมาว่าจะเสนอให้อย่าประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ประเมินกันทั้งประเทศ   จนล่าสุดเห็นว่ามีการประชุมสัมนาในเรื่องนี้และรัฐได้ชะลอการตัดสินใจไปก่อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน

เรื่องที่สอง ผู้ปกครองโฮมสคูลร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่าหน่วยงานรัฐเพิกเฉยต่อการประเมินการเรียนรู้ของเด็ก

ข่าวนี้ เกิดขึ้นจากที่มีครอบครัวหนึ่งที่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูล ได้ไปร้องเรียนว่า ลูกไม่สามารถประเมินการเรียนได้ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่ทางสำนักงานเขตการศึกษาเห็นว่าเด็กไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งก็ด้วยมาตรวัดที่พยายามจะใช้อันเดียวกับเด็กในโรงเรียน   เรื่องนี้เป็นปัญหามาตั้งแต่วันแรกที่ประกาศใช้กฏหมายการจัดการศึกษาโดยครอบครัว   และไม่ได้เป็นปัญหาในตอนประเมินการจบช่วงชั้นเท่านั้น  แต่เป็นปัญหาตั้งแต่ตอนที่ยื่นขอจดทะเบียนแล้ว เวลาไปพบเจ้าหน้าที่นิเทศน์ เค้าจะบอกให้ไปแก้แผนจัดการศึกษา โดยให้ลอกมาตรฐาน 8 สาระ ของกระทรวง ซึ่งที่จริงครอบครัวที่เค้าตั้งใจจัดทำโฮมสคูลก็เพราะ ไม่เห็นด้วยกับ เจ้า8 สาระนั่นต่างหาก  แต่สุดท้ายถ้าต้องการให้ได้รับอนุญาตก็ต้องแก้เนื้อหาของเราให้ใกล้เคียงกับ8สาระให้มากที่สุด  โดยที่ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าตอนสอนลูกก็จะสอนในแบบของตัวเอง ไม่ได้เอาตามสาระทั้ง8   ปัญหาสำคัญคือหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ สพฐ. มักจะเข้าใจผิดคิดแต่ว่าพวกพ่อแม่ที่จัดทำโฮมสคูลให้ลูกๆ คือพวกประหลาด ที่แค่อยากสอนลูกเอง แต่ความจริงแล้ว พวกที่จัดทำโฮมสคูล ก็เป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีจัดการศึกษาในแบบของรัฐ   แต่ในที่สุดพอเมื่อจะประเมินการจบการศึกษาในแต่ละช่วงชั้น ก็กลับเข้ามาสู่ปัญหาในวังวนเดิม คือต้องเป็นไปตามสาระทั้ง8 และเกณฑ์ประเมินตามมาตรฐานกลาง ตอนนี้กลุ่มพ่อแม่โฮมสคูล ได้รวมตัวกันเคลื่อนไหวผ่านสมาคมบ้านเรียน  ซึ่งเมื่อมีข่าวออกมาหน่วยงานรัฐ จึงค่อยมาสนใจ แต่เท่าที่ตามข่าวดู ก็เหมือนไม่ค่อยมีความหวัง  เพราะพื้นฐานความคิดของเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อมที่จะให้พ่อแม่จัดการศึกษากันเองในแนวทางที่แตกต่างจากมาตรฐานชี้วัดของรัฐ

เรื่องที่3  ข่าวว่าสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ จะรื้อฟื้นนำการสอบ A-Net ที่เลิกไปแล้ว กลับมาใช้ใหม่

ในรอบหลายปีมานี่ ระบบการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของไทยน่าจะเป็นกรณีที่วุ่นวายมากมายเรื่องหนึ่งทีเดียว เปลี่ยนวิธีไปมาทุกปี ตามกันแทบไม่ทัน มีศัพท์เทคนิคที่เกี่ยวกับการสอบการวัดผลออกมาเป็นพรวน เช่น  O-Net  , NT , Gat ,Pat , A-Net , GPA, GPAX  และยังมีการสอบตรงอีกทุกสถาบันที่จัดกันเอง   มีการยื้อกันไปมาของสถาบันทดสอบแห่งชาติกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ  เรื่องสัดส่วนการรับตรงกับ Admissionกลาง  ในประเด็นว่าระบบการวัดผลของ Admission กลางไม่สามารถคัดเลือกเด็กที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของคณะนั้นๆได้  แต่ละคณะจึงจัดสอบเอง แต่ทางสำนักทดสอบก็พยายามบีบบังคับให้มาใช้ระบบ Admissionกลาง   จนล่าสุดเกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาอีกอย่างคือ ระบบสอบตรงแบบจัดร่วมกัน ผมฟังแล้วก็เลยยิ่งมึนไปใหญ่  คือมีทั้งสอบตรงแบบจัดเอง   สอบกลาง และสอบตรงแบบจัดร่วมกัน

เรื่องที่ 4  ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคณบดีในสถาบันอุดมศึกษาบางท่านพบปัญหาเดียวกันคือ ระบบการสอบคัดเลือกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการสอบแบบแอดมิชชั่นกลาง หรือสอบตรง ต่างก้ไม่ได้รับประกันอะไรได้เลยว่าคณะนั้นๆจะได้เด็กที่เหมาะจะเรียนในสาขาที่สอบเข้าได้จริง ทั้งความรู้ ทั้งทัศนคติ ทั้งความตั้งใจจริง  เพราะเกณฑ์การวัดแบบนั้นมันไม่ตรงและไม่เพียงพอ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะหาวิธีการแบบใดมาใช้ในการคัดเลือก แต่ละคณะวิชา ก็เลยได้เด็กที่สอบเก่ง เข้ามาเรียน คือเป็นนักสอบนั่นเอง

ข่าวสุดท้าย ที่จริงไม่ใช่ข่าว แต่เป็นความรู้สึกของผมว่ามีพ่อแม่รุ่นใหม่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  ที่กำลังแสวงหาโรงเรียนทางเลือก เพราะมองเห็นว่าการศึกษากระแสหลักไม่ตรงกับแนวคิดของตนเอง  จึงเกิดมีโรงเรียนทางเลือกหรือโรงเรียนที่พยายามนำแนวคิดที่แตกต่างเข้ามาใช้ หรือเข้ามาผสมผสานใช้กับการจัดการศึกษาในโรงเรียน    โรงเรียนปัญโญทัยก็เป็นโรงเรียนทางเลือกโรงเรียนหนึ่งในนั้น  แต่กลับพบความจริงว่าพ่อแม่เหล่านี้ แม้จะพยายามหาโรงเรียนทางเลือกให้ลูกเรียน แต่ท้ายที่สุดก็ยังยึดติดหรือสลัดไม่หลุด กับการยอมรับเกณฑ์วัดของรัฐอยู่นั่นเอง  บางครั้งถึงขนาดภูมิใจว่า ลูกเรียนโรงเรียนทางเลือก แต่ยังสอบและทำคะแนนได้ดีเมื่อมาสอบแข่งกับเด็กโรงเรียนทั่วไป

ที่ผมมีความรู้สึกกับทั้งสี่เรื่องข้างต้น ก็เพราะ แต่ละเรื่องเหมือน เส้นทางที่มาจากทิศ มาจากสายธารต่างๆกัน แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะมาสายทางเส้นไหน ก็ต้องถูกบีบให้มาผ่านช่องทางแคบๆอันเดียวกัน ที่ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นช่องแคบภาคบังคับ  นั่นคือมาตรฐานการวัดผลที่กำหนดเป็นมาตรฐานกลางชุดเดียว  ไม่ว่าคุณอยากจะทำโฮมสคูลแบบไหน คุณก็ต้องมาสอบข้อสอบแบบเดียวกับเด็กในโรงเรียน ไม่ว่าคุณจะเรียนโรงเรียนทางเลือกแบบไหนคุณก็ต้องสอบ NT เหมือนโรงเรียนที่ไม่ใช่โรงเรียนทางเลือก  หรือเด็กที่เรียนอยู่ในโรงเรียนชุมชนขนาดเล็ก ในชนบทห่างไกลแค่ไหน  เด็กก็ต้องวัดผลแบบเดียวกับโรงเรียนกลางเมืองหลวง แม้นจะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันสักแค่ไหนก็ตาม

ทำให้ต้องนึกว่า  ตกลงแล้วเรามีทางเลือกจริงๆหรือเปล่า   เด็กไม่ต้องสอบ NT ตอน ป3 /ป6/ ม3/ ม6 ได้หรือไม่  และตอนเข้ามหาวิทยาลัยไม่ต้องไปตะเวณเรียนพิเศษเพื่อมีความเก่งในการสอบ เพื่อที่จะทำข้อสอบที่ไม่สามารถวัดเด็กที่เหมาะกับสาขาวิชาชีพนั้นๆ

โรงเรียนปํญโญทัยเองก็พยายามที่จะถางเส้นทางใหม่ๆที่ไม่ต้องไปกระจุกติดกับดักกับเกณฑ์การวัดผลต่างๆของรัฐ เพื่อไม่ให้เรื่องเหล่านั้นมาบั่นทอนวิธีดำเนินการจัดการศึกษาตามแนวคิดการศึกษาแบบวอลดอร์ฟที่โรงเรียนใช้เป็นแนวทาง  มันจะเป็นประโยชน์อะไรเล่า ถ้าเรามีอุดมคติมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนึ่ง แต่เราก็ยังยึดติดกับการประเมินคุณค่า ในอีกแบบหนึ่ง

5 thoughts on “หรือว่าการศึกษาไม่มีทางเลือก

    Abhinporn Kittipeerapat said:
    กรกฎาคม 1, 2011 ที่ 08:41

    คุณติ๊กเขียนดีจัง แต่ share ผ่านFacebook ไม่ได้ค่ะ มีปัญหาตลอด ลองหลายวิธีแล้ว

      Blue Blog said:
      กรกฎาคม 1, 2011 ที่ 17:56

      ครูอ้วนครับ
      ผมไม่รู้ปัญหาว่าเกิดจากอะไร
      แต่ตอนนี้ เวลาผมเขียนบทความลงไป มันจะไปแชร์อยู่ใน Facebook อยู่แล้วทุกครั้ง
      ดังนั้นครูอ้วนอาจจะไป Share ต่อใน Facebook ของผมก็ได้ครับ

    patchana said:
    กรกฎาคม 1, 2011 ที่ 10:37

    ดูเหมื่อนว่า เรากำลังรับนำชีวิตไปรับใช้การศึกษา ไม่ใช่ นำการศึกษามารับใช้ชีวิต.

    arm1972 said:
    มกราคม 29, 2012 ที่ 21:42

    ผมก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษาบ้านเราครับ ผมจึงอยากมีทางเลือกให้กับลูก ๆ ของผมที่เข้าไกล้วัยเรียนเข้าทุกที โรงเรียนทางเลือก ไม่ได้มีให้เลือกในพื้นที่อย่างปัตตานี ดูเหมือนว่า Homeschool เป็นแนวทางที่ต้องเป็นไป แต่เหมือนว่าจะไปไม่เป็นน่ะสิครับ

      Blue Blog responded:
      มกราคม 29, 2012 ที่ 23:21

      ขอให้กำลังใจครับ ถ้าจเป็นต้องเลือกแนวทางโฮมสคูล ก็คงต้องหาโอกาสแลกเปลี่ยนกับครอบครัวที่ทำโฮมสคูลและอยู่ไม่ไกลกันมาก เพื่อช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่วนเรื่องกฎกติกาของกฎหมายจัดการศึกษาโดยครอบครัว ก็คงไปหวังพึ่งอะไรไม่ได้ เจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ แล้วสุดท้ายกลายเป็นพยายามผลักดันให้เอาลูกเข้าโรงเรียน หรือไม่ก็ให้เราเขียนแผนการจัดการศึกษาโดยลอกของกระทรวงมาใช้ ก็คงต้องพยายามดูครับ เอาใจช่วยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s