Gap Years


ผมได้อ่านคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลก ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 2 พค. 2554 เขียนโดย  รตอ.นิติภูมิ นวรัตน์  พูดถึงเรื่อง Gap years หรือช่วงเวลาค้นหาตัวเองของนักเรียนหลังจาก จบชั้นม.ปลาย ก่อนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย   มีความเห็นที่น่าสนใจ จึงขออนุญาต คัดบางส่วนมาให้อ่านดังนี้ครับ

สัปดาห์ที่ผ่านมา คนทั่วโลกได้ชมพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน ส่วนนิติภูมิ นอกจากจะสนใจพิธีเสกสมรสแล้ว ผมยังสนใจภูมิหลังของเจ้าหญิงแคทเธอรีน ซึ่งมีหลายอย่างที่เยาวชนคนไทยน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตของตนได้

คนไทยชื่นชมแต่ความสำเร็จ และความโชคดีของเจ้าหญิง บางท่านอาจจะไม่ทราบว่า เมื่อสำเร็จชั้นมัธยมปลายแล้ว เจ้าหญิงไม่ได้เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยต่อเลยทันที ทว่าพระองค์ทรงมี gap years ผมหมายถึง มีห้วงที่ออกไปท่องเที่ยวและตระเวนหางานทำ เหมือนเยาวชนฝรั่งคนอื่นๆ เจ้าหญิงทำงานหาเงิน + ใช้เวลา ๑ ปีที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อได้เงินแล้ว ก็นำเงินไปท่องเที่ยวหาความรู้โดยการไปพำนักพักอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ สาธารณรัฐอิตาลี นอกจากนั้น ยังเดินทางไปสาธารณรัฐชิลี ตระเวนท่องเที่ยวเทียวไปในประเทศนี้อยู่นานพอสมควร จึงค่อยกลับมาเรียนหนังสือต่อ

นิติภูมิชอบศึกษาภูมิหลังของคนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในวงการต่างๆ อย่างหนึ่งซึ่งพบก็คือ ท่านเหล่านั้นมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน สิ่งนั้นก็คือ “ชีวิตที่ตกผลึก” จากประสบการณ์ชั่วเคยมี ดีเคยผ่าน และมักจะมีช่วงห้วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ออกจากการเรียนไปหาประสบการณ์

กรณีของเจ้าหญิงแคทเธอรีน แม้ว่าครอบครัวจะร่ำรวยจากการขายสินค้าสำหรับจัดงานปาร์ตี้ แต่พระองค์ทรงไปเป็นคนงานของเรือที่บริษัท แชลเลนจ์ บิสสิเนส เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔

ผมได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของนายคาล ทอมลินสัน คนขับเรือที่เป็นหัวหน้างานของเจ้าหญิงแคทเธอรีน ในยุคที่พระองค์ทรงปฏิบัติ gap years ว่า “พวกเราตื่นตั้งแต่หกโมงครึ่ง เพื่อถูเรือให้สะอาดสำหรับพร้อมใช้ งานที่ทำก็เป็นงานสกปรกและใช้แรงมาก”

“เคตไม่กลัวงานหนัก เธอชินกับงานสกปรก พวกงานขัดท่าเรือ ขัดใต้ท้องเรือ พอเลิกงาน เธอก็จะดื่มเหล้ากับพวกเรานิดหน่อย”

“ทุกคนรวมทั้งเคตด้วย ต้องทำงานงานวันละ ๑๐ ชั่วโมง ได้ค่าแรงวันละ ๔๐ ปอนด์ ต้องทำความสะอาดเรือยอตช์ที่มีทั้งหมด ๒๖ ลำ ซึ่งให้เช่าจัดงานเลี้ยง หน้าที่ของเคตก็คือ เตรียมเรือให้พร้อม รวมทั้งต้อนรับแขกบนเรือ”

ผู้อ่านท่านครับ แม้แต่เจ้าชายเฮนรีแห่งเวลส์ หรือเจ้าชายเฮนรี ชาร์ลส์ อัลเบิร์ต เดวิด พระโอรสองค์เล็กของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอานา ก็เคยเสด็จไปทำ gap years ที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗

อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่มีชื่อว่าโทนี แบลร์ เมื่อจบมัธยมปลายแล้ว ก็ไปทำ gap years ที่กรุงลอนดอน และกรุงปารีส โดยการไปเป็นบ๋อยในบาร์และทำงานกับบริษัทประกันภัยเป็นเวลา ๑ ปี ก่อนที่จะมาเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

ประเทศไทยของเราวันนี้ เราล้มเหลวทางการศึกษา เพราะบรรดาครูบาอาจารย์ของเราส่วนหนึ่ง เป็นพวก “กบในกะลา น้ำชาล้นถ้วย กล้วยบ่มแก๊ส” ห้วงช่วงเวลาที่เรียนหนังสือ ๑๒ ปี ตั้งแต่ชั้น ป.๑ ยัง ม.๖ คุณพ่อคุณแม่ของเยาวชนพวกนี้ประคบประหงมขนาดมดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม เข้าห้องน้ำ แม่ยังต้องตามไปล้างก้นให้ นักเรียนบางคนไม่ต้องอาบน้ำไปโรงเรียน เพราะถูกคนใช้และครูเลียกันจนตัวมันแพล็บทั้งวัน เด็กพวกนี้ ใครใช้ทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ล้างจานก็ทำไม่เป็น ไม่รู้ว่ากวาดเรือนเป็นยังไง เยาวชนในกลุ่มคนไหน ทะลึ่งทำงานประเภทนี้ให้เห็น โอย เพื่อนๆ ในกลุ่มรับกันไม่ค่อยได้ “คนนี้ไม่ใช่เพื่อนในกลุ่มของเรา”

โตขึ้นมาก็เร่งเรียนกันน่าดู เร่งให้จบปริญญาตรี จบตรีต่อโท จบโทต่อเอก จบปริญญาเอกมาแล้ว ก็ไปเป็นอาจารย์ ไปเป็นผู้บริหารบริษัท ไปเป็นนักการเมือง โดยที่ขาดประสบการณ์ของแท้จากชีวิตจริง คนพวกนี้ เป็นยิ่งกว่ากบในกะลาซะด้วยซ้ำไป ใครพูดนอกตำรา นอกทฤษฎี พวกท่านจะเป็นจะตายให้ได้

นิติภูมิอยากให้ครอบครัว และสังคมไทย ศึกษากรณี gap years ของเจ้าหญิงแคทเธอรีน และนำมาใช้เป็นตัวอย่างแก่เยาวชนคนไทยของเราครับ.

อ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่

เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เว็บไซต์ของคุณ นิติภูมิ

โฆษณา

2 comments

  1. ขอบคุณคุณติ๊กค่ะ เห็นด้วยกับเรื่องนี้มาก ทั้งๆที่ฝรั่งเขาเรียนหนังสือไม่เร่งมากเท่าในบ้านเรานะคะ และวิถีส่วนใหญ่แล้วเขาต้องช่วยตัวเองกันมาก แม้จะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายแต่เขาไม่มีพี่เลี้ยงมาคอยดูแลลูกตั้งแต่เล็ก เขาไม่ได้ประคบประหงมเด็กมากๆเหมือนบ้านเรา
    พอเด็กอายุหกเดือนเขาก็แยกห้องนอนแล้ว (ซึ่งครูอ้วนไม่ได้หมายถึงว่ามันเป็นสิ่งดีที่น่าทำตามหรอกนะคะ)พอเด็กล้มก็ปล่อยให้ยืนขึ้นเอง เด็กๆเติบโตมาพร้อมกับการมีพื้นที่ส่วนตัว ต้องคิดต้องตัดสินใจเอง (ซึ่งบางทีก็มากเกินไปจนทำให้เติบโตเป็นผุ้ใหญ่ที่รู้สึกเหงาและเปล่าเปลี่ยว จนทำให้คิดถึงแต่ตัวเองในอีกแบบที่แตกต่างจากสังคมตะวันออก) การได้คิดตัดสินใจเองและไม่ถูกประคบประหงมเกินไป ทำให้พวกเขาแกร่งเมื่อถึงวัยอันควรพอจบมอหก เขาก็อยากท่องโลกแล้ว อยากรู้จักตัวเอง แสวงหาเส้นทางชีวิต แต่ของเรา…มีระบบประเพณีครอบครัวของสังคมรวมทั้งระบบการศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดตรงนี้ อย่างเช่นการรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็เน้นเด็กที่จบมอหกใหม่ๆเป็นหลัก แล้วถ้าเกิดเด็กพลาดไปไปตั้งครรภ์ ก็ต้องออกจากการเรียนเป็นต้น
    เยาวชนซึ่งตามธรรมชาติมักต้องการความเป็นอิสระ จึงถุกกระทำให้อยู่ในกรอบความคิดของผู้ใหญ่ และพึ่งพิงกลุ่มสูง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้าตัดสินใจกลัวผิดพลาด แรงกระตุ้นภายในที่ต้องการเป็นอิสระไม่สามารถปรากฏตัวออกมาได้จริงๆ มันเหมือนบอนไซอย่างไงไม่รู้นะคะ และนี่จะกลายเป็นความเก็บกดลึกๆหรือเปล่าไม่ทราบ
    เมื่อหลายปีก่อน ไปสังเกตการณ์ในอนุบาลที่มีเด็กญี่ปุ่นมาร่วมเรียนด้วยกับเด็กไทย ในตอนเช้าที่เด็กมาถึงกันในห้อง เด็กไทยยึนนิ่ง ซึมๆ ไม่รู้จะทำอะไร แต่เด็กญี่ปุ่นมาถึงก็เก็บของ แล้วก็ออกไปวิ่งเล่น อันนี้ดูในภาพรวมนะคะ เด็กไทยวิ่งก็จะไม่แข็งแรงเท่าเด็กญี่ปุ่น เด็กไทยมากับคุณแม่มีพื่เลี้ยงคอยอุ้มเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเด็กญี่ปุ่นแม่เลี้ยงเอง แม่ต้องกระเตงน้องเล็กในเอวด้วย
    อ่านบทความนี้แล้วก็คิดต่อไปได้เรื่อยๆนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s