Crossing the Threshold ก้าวข้ามผ่านธรณีประตู


วันนี้นอกจากบทความแรกที่ครูอ้วนได้กรุณาส่งมาก่อนหน้านี้ เรื่อง คำถามบางส่วนจากกลุ่มศึกษาพ่อแม่ปัญโญทัย ผมยังได้รับบทความอีกเรื่องหนึ่งชื่อ Crossing the Threshold  เชิญติดตามอ่านได้ครับ

 

Crossing the Threshold

ก้าวข้ามผ่านธรณีประตู

pic2 ได้เข้าไปฟังปาฐกถาของคุณซู ซิมป์สัน เป็นนักยูริธมี่ มาจากนิวซีแลนด์และเป็นเลขาธิการของสมาคมมนุษยปรัชญาที่นั่นด้วย คุณซูได้มาเยี่ยมปัญโญทัย ในโอกาสนี้เลยได้บรรยายเรื่อง Crossing the Threshold เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2008 มีข้อความหลายหลายตอนที่น่าสนใจ เลยขอเอามาแบ่งปันให้เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจหรือทำให้เกิดการใคร่ครวญต่อไป ทั้งหมดนี้มาจากการบันทึกของเอ—รวิมาศเป็นส่วนใหญ่และ แก้ไขเพิ่มเติมโดยครูอ้วน

ธรณีประตู(the Threshold) หมายถึงอะไร? คนไทยส่วนใหญ่ไม่เหยียบธรณีประตูเพราะเชื่อว่าเป็นบริเวณพิเศษ สำหรับชีวิตมนุษย์ธรณีประตูมีสองครั้งที่สำคัญก็คือ การเกิดและการตาย อาจกล่าวได้ว่าธรณีประตูคือตำแหน่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง เวลาเราก้าวข้ามวัฒนธรรมอื่นๆ มันก็จะเป็นเสมือนกระจกส่องให้เราเห็นตัวเอง สำหรับสไตเนอร์ธรณีประตูคือจุดแห่งการกลับสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ

เวลาเราก้าวข้ามธรณีประตู เรามักจะผ่านเข้าไปเจอสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากเบื้องหลังของเรา ดังเช่น เราข้ามธรณีประตูเข้าไปสู่วัฒนธรรมใหม่ (ขึ้นเครื่องบินเดินออกจากประตูไปพบภูมิอากาศ และวัฒนธรรมใหม่ ) หรือ ข้ามธรณีประตูโบสถ์ เข้าไปพบบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราเดินผ่านมา ซึ่งทำให้เราได้พบกระจกสะท้อนตัวเราเอง

รูดอร์ฟ สไตเนอร์ พูดถึงการข้ามธรณีประตูคือ การกลับไปสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ และ ณ ที่ตรงนั้นมีผู้พิทักษ์รักษาประตู (Guardians) สถิตอยู่ คอยป้องกันไม่ให้เราก้าวข้ามก่อนที่เราจะพร้อม เราสามารถพบลักษณะเช่นนี้ได้ ในวัดหรือโบสถ์ที่มีรูปภาพ อาจจะเป็นรูปยักษ์ รูปลักษณ์ต่างๆกันในทาง spiritual being ที่ประตู ในโบสถ์คริสเตียน ที่บานประตูก็สลักเป็นรูปสัตว์ อสูรกาย เฝ้าอยู่เพื่อกันไม่ให้เข้ามาในโบสถ์ การจะก้าวข้ามผ่านธรณีประตู อาจจะได้พบกับสิ่งที่น่ากลัว…… เราจะทำอย่างไรดี เพื่อเตรียมตัวในการข้ามธรณีประตู ในเมื่อผู้พิทักษ์ (Guardians) ยังกันไม่ให้เข้า ไม่ให้เราไปเจอ”สิ่งที่แตกต่าง” บางครั้งในเวลากลางคืน ที่เรานอนหลับ หรือบางสภาวะเช่นความเจ็บป่วย หรือการเสพยาบางอย่าง ก็อาจทำให้เราข้ามธรณีประตูไปแต่ประสบการณ์นั้นกลับรบกวนจิตใจ เกิดความกลัวขึ้น เพราะทำไปโดยที่ยังไม่มีความพร้อม ดังนั้นผู้พิทักษ์จึงเตือนถ้าจะข้ามธรณีประตูก็ต้องเตรียมความพร้อมเสียก่อน

คุณซูขอย้อนกลับไปเรื่องเด็กแรกเกิด ในการประชุม Asia Pacific Conferences ที่ นครนายกเมื่อปีที่แล้วซึ่งคุณ คริสตอฟ วีทเซาท์ โดยวาดรูปเรือขึ้นมา ร่างกายเปรียบเหมือนตัวเรือ, กายชีวิตเปรียบเหมือนหางเสือพาร่างกายไป, กายแห่งอารมณ์ความรู้สึกเปรียบเหมือนคือใบเรือที่คอยรับลมและ กายแห่งฉันเปรียบเหมือนเสากระโดงเรือ มนุษย์ต้องใช้เวลา 21 ปีแรกในการสร้างเรือหรือค้นหาเรือของตัวเอง

การก้าวข้ามธรณีประตูแรกของชีวิตก็คือ เมื่อคลอดออกมาใช้ชีวิตบนโลกแห่งวัตถุ และต่อมาราวสามขวบเริ่มรู้สึกถึงตัวเอง ถือเป็นข้ามธรณีประตูครั้งที่สอง มาถึงธรณีประตูที่สามเมื่ออายุเก้าขวบมนุษย์เริ่มรู้สึกตัวเองแยกออกจากโลก อัตราส่วนของการหายใจกับชีพจรเปลี่ยนเป็น 1:4 เมื่ออยู่ในภาวะสมดุลมนุษย์ก็จะตระหนักรู้โลกภายในเป็นครั้งแรก ต่อมาข้ามธรณีประตูครั้งที่สี่เมื่ออายุสิบสองขวบจะเริ่มรู้สึกถึงพลังของแรงโน้มถ่วง กระดูกข้อต่อเชื่อมติดต่อกัน มันดิ่งเข้าสู่กาย ทำให้ไม่ค่อยสบายตัว การเคลื่อนไหวที่กระโดกกระเดก ครั้งที่ห้าเมื่ออายุสิบห้าหัวใจเริ่มเป็นอิสระ พลังของกายแห่งความรู้สึกหรือ astral body เริ่มเป็นอิสระจากกระแสของพันธุกรรม เป็นการเกิดครั้งใหม่ เริ่มรู้สึกผิดชอบชั่วดี และรับผิดชอบการกระทำของตน มีมโนธรรม ก่อนอายุสิบห้า เด็กยังบริสุทธ์ไร้เดียงสา ซึ่งชีวิตเขาขึ้นต่อผู้ใหญ่ทั้งหมด แต่ก็ยังต้องอาศัยผู้ใหญ่ช่วยชี้ทาง พออายุย่างเข้าช่วง 18 1/3 เรียกว่าเป็น moon node คือช่วงที่ดวงจันทร์โคจรมาตำแหน่งเดียวกับดาวที่เกิด เราอาจจะได้เห็นแสงแว่บๆ ส่อแววว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตในช่วงอายุนี้ก็ได้ พออายุ 21 ปี ก็เป็นการเกิดกายแห่งฉัน พออายุ 28 เราเริ่มครอบครองชีวิตของตัวเราเองเต็มที่

ช่วงอายุ 21-49 เราทำงานมีอาชีพ รับผิดชอบ พบปะผู้คนสังคม เริ่มเดินทางชีวิต เราจะทำงานกับความคิด อารมณ์ความรู้สึก และเจตจำนงของเราอย่างจริงจัง ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะทำงานร่วมกันเสมอ ในแง่หนึ่งที่สำคัญของการศึกษาวอลดอร์ฟก็คือพยายามให้การศึกษาแก่ความคิด ความรู้สึก และเจตจำนงของเด็ก ในช่วงวัยนี้เราจะมีความรับผิดชอบ เราเดินบนเส้นทางชีวิตของเราเอง เมื่ออายุ 21 คิดว่ามีคำตอบทุกอย่าง ตอนอายุ 28 กลับพบว่าไม่ได้คำตอบ พออายุ 28 – 40 ก้มหน้าก้มตาทำงาน ช่วงอายุ 45-49 ชีวิตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถือเป็นธรณีประตูสำคัญ และแต่ละคนต่างก็มีการก้าวข้ามธรณีประตูครั้งใหญ่แตกต่างกันไป ในเวลาที่แตกต่างกันด้วย

คนสมัยก่อนเข้าโบสถ์เพื่อพบกับโลกแห่งจิตวิญญาณ แต่ผู้คนในยุคนี้อาจจะแสวงหา ศาสนธรรมในรูปแบบใหม่โดยไม่ต้องเข้าศาสนาหรือลัทธิหนึ่งใดโดยเฉพาะ และเพียงแค่การพบกันกับอีกคน ก็อาจจะทำให้คนหนึ่งรู้สึกได้ถึงคำว่า temple of Spiritual World ก็ได้ เพราะว่าในแต่ละคนมี higher being ดำรงอยู่ที่เราให้ความเคารพได้

ธรณีประตูเกิดจากความกลัวที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไป ภารกิจของเราคือ ขจัดความกลัวออกไปเสียให้สิ้น และเราจะทำภารกิจนี้ได้ก็เฉพาะชีวิตบนโลกเท่านั้น ผู้คนที่เราพบจะช่วยให้เราเห็นว่าเราต้องทำอะไร และต้องแก้ไขอะไร ทำให้เราพบเรื่องราวเก่าๆในอดีต วิชาชีพครูนั้นจึงน่าสนใจเพราะได้พบเด็ก เด็กที่ท้าทายครูมากที่สุดก็คือเด็กที่ต้องการให้เรารักมากที่สุด

เรามีชีวิตที่วุ่นวายทุกวันตลอดวัน จึงควรมีเวลากลับสู่ตัวเองเพื่อเชื่อมต่อกับโลกแห่งจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือภาวนา หรือการใช้เวลามองย้อนกลับไปดูในแต่ละวันด้วยสายตาที่ต่างไปเหมือนกับเราเป็นคนอื่นมองเข้ามาในชีวิตของเราเอง จะเกิดความสัมพันธ์อย่างใหม่กับสิ่งที่เป็นปมปัญหากับคนหนึ่ง เช่นถ้าเราต้องการให้เด็กเปลี่ยนแปลง เราจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร เราต้องถามตัวเอง…ก่อนที่เราจะมีปฏิกิริยา เราเห็นตัวเราเองหรือไม่… ความคิดของเราชัดเจนหรือไม่ เราเท่าทันความรู้สึกของเราหรือเปล่า เรารู้สึกตัวไหม .เรามีพลังเจตน์จำนงที่จะบอกตัวเองก่อน ตอบโต้หรือเปล่า…. สำหรับหนทางในการกลับคืนสู่จิตวิญญาณ สไตเนอร์ได้ให้แบบฝึกฝนไว้มากมาย เราต้องเลือกแบบที่เหมาะกับเราและให้ผลกับเรา

เพื่อที่จะก้าวข้ามธรณีประตู เราจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม บางคนเมื่อถึงเวลาจะก้าวอาจจะตัวชา บางคนก็กระโจนเข้าไปโดยไม่มอง ไม่คิด จึงมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันไป ความรู้สึกจะเป็นเหมือนบารอมิเตอร์ประจำตัวเราว่าเรามาถึงธรณีประตูแล้วและเมื่อเราจะก้าวข้าม ก็เกิดความรู้สึกกลัวขึ้นมา ถ้าเรากลัว เราต้องบอกตัวเอง มันอาจจะไม่ได้ใหญ่หรือน่ากลัวอย่างที่เราคิดก็ได้ หรืออาจจะเลือกที่จะไม่ข้ามไป หรือเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เสริมสร้างความกล้าเพื่อก้าวข้ามมันไป ดังนั้นการก้าวข้ามธรณีประตูต้องการความกล้าหาญ รู้จักคิด และความสร้างสรรค์ที่จะพาตัวเองข้ามผ่านไป แต่คนที่กระโดดข้าม เขาอาจจะ ย้อนคิดทบทวนและทำใหม่ในคราวหน้า เมื่อเราข้ามธรณีประตูซึ่งมีผู้พิทักษ์ประตูดำรงอยู่และจะทำให้เราเห็นว่าเราได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไว้มากมาย แต่ก็จะมี (Greater Guardian) มาช่วยแบ่งเบาภาระ เหมือนยกของหนักออกไปจากบ่า เมื่อก้าวผ่านไปได้ เราก็จะพบกับความรัก

มีคำถามจากผู้ฟังถึงเรื่อง moon node

โดยทั่วไปเราพบ Moon Nodes สี่ครั้งในชีวิต

1.ครั้งแรกคือตอนอายุ 18 1/3 ตอนที่เริ่มมองเห็นอนาคตลางๆ

2.อายุ 37 ช่วงที่เรารู้ว่าจะต้องทำอะไร มักมาพร้อมกับวิกฤตการเพื่อให้เปลี่ยนแปลง ถึงแม้เราจะไม่เต็มใจเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราฝ่าไป มันจะเกิดพลังใหม่

3.ครั้งที่สามคืออายุ 56 ไม่ใช่เพียงแค่ทำอะไรสำเร็จมาบ้างแต่เรามองต่อไปว่าเราสามารถให้อะไรคืนกลับสู่โลกได้บ้าง

4.คร้งที่สี่ อายุ 74 ปี บรรลุภาระแล้ว เป็นอิสระ ทำอะไรก็ได้

ในแต่ละช่วงของ moon node จะมีวิกฤตเล็กๆขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นวิกฤตใหญ่ๆเสมอไป

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การก้าวข้ามเฉพาะในช่วงความเป็นความตายเท่านั้น แต่มันก็หมายถึงการเตรียมพร้อมที่จะก้าวข้ามธรณีประตูไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันด้วย ยกตัวอย่างเช่น ครูออกจากบ้านรู้สึกห่อเหี่ยวกับปัญหาที่บ้าน พอก้าวเข้าประตูรั้วโรงเรียน ก็สลัดความห่อเหี่ยวนั้นออกไป และใจจดจ่ออยู่กับการทำงาน ซึ่งทุกวันเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่ง การเตรียมพร้อมเพื่อก้าวผ่านธรณีประตูจึงสำคัญ หรือธุรการในโรงเรียน พอขับรถก็อยู่คนเดียวสงบดี เมื่อมาถึงประตูโรงเรียน ก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวและผู้คนมากมายที่ต้องพบปะพูดคุยจัดการแก้ไขปัญหา จึงต้องมีการเตรียมตัวเช่นกัน

คุณซู ได้พูดเอาไว้ว่า

Connect to Spiritual World

Take responsibility and lift it up

We prepare ourselves for threshold.

เนื่องจากการก้าวข้ามมันปรากฏอยู่ตลอด เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลง มิใช่เพียงเป็นเรื่องความตายแต่เพียงอย่างเดียว ในเมื่อถึงจุดของชีวิตที่เราก้าวข้ามประตูธรณีไป ความคิด ความรู้สึก และเจตน์จำนงก็แยกจากกัน ความคิดจะลอยขึ้นสู่เบื้องบน , ความรู้สึกกระจัดกระจาย, พลังเจตน์จำนงสลายไป แต่ก็จะมีอยู่จุดหนึ่งที่เราจะดึงมันกลับมาได้ พยายามประสานทั้งสามส่วนเข้าด้วยกัน เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะควบคุม thinking feeling willing ของเราขณะที่อยู่บนโลกนี้ด้วย ถ้าเราไม่เรียนรู้ฝึกฝนการควบคุมความคิด ความรู้สึก และเจตจำนงของเราเอาไว้ ก็จะประสบปัญหาตอนก้าวข้ามธรณีประตู ก็เหมือนกับประสบการณ์ของพวกติดยา เมื่อก้าวออกสู่โลกหนึ่งที่เขาเสพย์ยา ทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้

ในโลกทุกวันนี้ มันเกิดมีบางสิ่งที่มีมากเกินไปเช่น ในส่วนของความคิด เราก็พบกับความคิดอันเย็นชาที่อยู่ในสายวิทยาศาสตร์, หรือในส่วนของเจตจำนง เราก็พบตัวอย่างเช่น รัฐบาลพม่าควบคุมแบบเผด็จการคือ มี will ที่จะควบคุมไปหมด, หรือในด้านความรู้สึก มันเกิดมีลัทธิความเชื่อที่ต้องปลดปล่อยอารมณ์ให้ฟุ้งกระจาย พลุ่งพล่าน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดกระแสความซึมเศร้า คลั่งไคล้ได้ในที่สุด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s