คำถามบางส่วนจากกลุ่มศึกษาพ่อแม่ปัญโญทัย

Posted on Updated on


ครูอ้วนได้กรุณาส่งข้อเขียนจากการเข้าร่วม Study Group ที่โรงเรียนปัญโญทัย เชิญอ่านครับ

เมื่อวันเข้าพรรษาได้ไปเยี่ยมโรงเรียน เพราะคุณแม่ท่านหนึ่งได้เอ่ยปากชวนให้มาร่วมกลุ่มศึกษาหรือ Group Study มีคำถามหลายคำถามเกิดขึ้น เลยขอเอามาสรุปตอบตรงนี้อีกทีนะคะ เท่าที่จำได้ ก็ขอจำกัดอยู่ตรงเด็กวัยอนุบาลหรืออายุก่อนเจ็ดขวบเป็นสำคัญนะคะ

เรื่องสำคัญๆในการเลี้ยงดูลูกวัยก่อนเจ็ดขวบ

หลายๆคนคงยอมรับว่าทุกวันนี้เราดำรงชีวิตอยู่แบบฝืนธรรมชาติกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นเราต้องรีบออกจากบ้านแต่มืดเพื่อไปทำงานโดยไม่ได้ทานข้าวเช้าหรืออาจจะกลับค่ำโดยที่ทานข้าวเย็นตอนสามทุ่ม ไฟนีออนที่ส่องสว่างกันทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้คนเมืองหลายคนไม่เคยรู้สึกสัมผัสกับความมืดของรัตติกาล หรือเรามักใช้ชีวิตอยู่ในห้องที่ปรับอากาศให้เย็นตลอดเวลา ทำให้บางคนอาจลืมเลือนสายลมโชยอ่อนๆให้ความเย็นสบายแบบไม่รุนแรงไปแล้ว สภาพที่ฝืนธรรมชาติเช่นนี้ทำให้เราลืมเลือนกับจังหวะเวลาที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติหรือแม้ในตัวเรา เพราะเราเร่งรีบ ต้องการความรวดเร็ว สะดวกและง่ายๆ ทำให้เราพยายามทำชีวิตให้เหมือนกาแฟปรุงสำเร็จ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จ ที่ฉีกซองแล้วชงน้ำเดือดในร้านสะดวกซื้อที่เปิดขายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

วิถีชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี่เช่นนี้ช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้นก็จริง แต่ไม่ได้เกื้อกูลต่อการเจริญเติบโตของหน่ออ่อนของชีวิตมนุษย์เลยนั่นคือเด็กเล็กๆ ซึ่งเขาต้องการเวลาที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

ในสถานเลี้ยงเด็กอ่อนแห่งหนึ่ง คุณครูท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาติดป้ายไว้ว่า “Please give me time” เด็กต้องการเวลาและเป็นเวลาที่มีจังหวะสอดคล้องกับจังหวะที่เปลี่ยนแปลงของโลกธรรมชาติและสม่ำเสมอ

สิ่งที่เด็กวัยก่อนเจ็ดขวบ จวบจนกระทั่งโตแล้วหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังต้องการ ก็คือความต้องการชีวิตที่มีจังหวะ (Rhythm) จังหวะของชีวิตหมายถึงอะไร? มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ เช่นระบบการหายใจ มีหายใจเข้า หายใจออก หรือระบบการเต้นของหัวใจ หรือช่วงจังหวะการตื่นนอนและการหลับ หรือเมื่อเราทำงานจนเหนื่อยแล้วก็ต้องการการพักผ่อนคลายทั้งทางกายและทางจิตใจ รวมทั้งจังหวะที่ดำรงอยู่นอกตัวเราอย่างเช่น กลางวันและกลางคืน ทุกรอบสัปดาห์ ฤดูกาลต่างๆ เป็นต้นซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเราทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในการแพทย์ทางเลือกซึ่งมีภูมิปัญญาโบราณแฝงไว้มักจะแนะนำให้ดำรงชีวิตตรงตามจังหวะของธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นในฤดูร้อนร่างกายต้องการอาหารที่ให้พลังเย็นหน่อย ในฤดูหนาวร่างกายต้องการความอบอุ่นเพิ่มต้องทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนเป็นต้น หรือสามารถระบุได้ว่าช่วงเวลาตีสี่ถึงตีห้าเป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่ active เป็นต้น ดังนั้นการดำรงชีวิตให้มีจังหวะสอดคล้องกับจังหวะในธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ตระหนักรู้กันมาแต่โบราณแล้ว ว่ามันช่วยให้เกิดสุขภาวะที่ดี

เด็กเล็กๆยิ่งต้องการจังหวะชีวิตที่ประจำ-มั่นคง-สม่ำเสมอ เพราะมันช่วยเรื่องสุขภาพในระยะยาว(ซึ่งอาจจะต้องไปดูตอนอายุสี่สิบกว่าห้าสิบไปแล้วก็ได้) แล้วยังช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตให้เด็กๆอีกด้วย ทำให้เด็กๆไม่งอแง ไม่หวาดกลัวเกินไป จังหวะที่สำคัญๆสำหรับเด็กๆก็คือ การเข้านอน-ตื่นนอนเป็นเวลา การรับประทานอาหารตรงตามเวลาและไม่ดึกเกินไป การจัดสรรเวลาที่มีกิจกรรมแบบเงียบ สงบๆ กับแบบกระตือรือร้นในแต่ละวัน การมีวันไปโรงเรียนและการได้อยู่บ้านในช่วงวันหยุดในรอบสัปดาห์ การมีงานเฉลิมฉลองเทศกาลประเพณีในแต่ละรอบปี เป็นต้น (และเป็นพื้นฐานในการสร้างวินัยอย่างสร้างสรรค์ต่อมา ซึ่งไม่ใช่วินัยแบบที่ต้องใช้คนออกคำสั่งหรือบงการจึงทำได้)

ผู้ปกครองที่สามารถจัดสรรการดำเนินของชีวิตอย่างมีจังหวะเวลา สม่ำเสมอ มั่นคงจะพบว่าลูกมีความแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งกายและจิตใจ และพร้อมที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งใหม่ๆที่เข้ามา ตรงกันข้ามกับผู้ปกครองที่ไม่มีเวลากลับบ้านที่คงที่ ไม่มีตารางกิจกรรมของชีวิต ชีวิตถูกนำพาไปตามแรงกระแสจากภายนอก จึงไม่รู้ว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ หรือเดี๋ยวต้องทำอย่างนั้น เดี๋ยวต้องไปที่นั่น ลูกๆได้แต่มองดูตาปริบๆ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในแต่ละวัน พ่อแม่จะเอาหนูไปด้วยหรือเปล่า? เย็นนี้พ่อหรือแม่จะมารับมั้ย? จะมารับตอนไหน? หรือว่าจะไปกินข้าวกับใคร ที่ไหน …ผู้ปกครองก็จะพบว่าลูกทำไมงอแง หรือวุ่นวาย ตะเลิดเปิดเปิงง่ายจัง เอาไม่ค่อยอยู่ ฯลฯ

ในการศึกษาวอลดอร์ฟเรามักจะขอร้องให้พ่อแม่ผู้ปกครองจัดสรรเวลาให้มีจังหวะเวลาที่สม่ำเสมอมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ลูกควรเข้านอนเร็วประมาณหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่มสำหรับเด็กเล็ก และทานอาหารเย็นตรงเวลา

นอกจากนี้เด็กๆยังต้องการช่วงเวลาดีๆในครอบครัวด้วย ทำอย่างไรให้เกิด home life ที่อบอุ่น พ่อแม่ ผู้ใหญ่ในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีเวลาทำกิจกรรมในบ้านร่วมกัน เด็กได้เรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่ ได้อยู่ใกล้ชิด หัวเราะ สนุกสนานด้วยกัน ในเด็กแรกเกิดถึงสามขวบ ความสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดระหว่างตัวเด็กกับผู้ดูแล (ดังนั้นครอบครัวที่มีพี่เลี้ยง แล้วพี่เลี้ยงต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ก็มี ผลกระทบต่อเด็ก หรือแม้กระทั่งในห้องอนุบาลที่มีครูผู้ดูแลเปลี่ยนหน้าบ่อยๆก็เช่นกัน)

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กเป็นเรื่องสำคัญในการให้การศึกษานะคะ

ย้อนกลับมาเรื่องการเอาเด็กเข้านอนก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ การที่ให้เด็กเตรียมพร้อมก่อนเวลาเข้านอน เราควรให้กิจกรรมที่สงบๆ เงียบๆ ไม่ใช่วิ่งเล่นเอะอะ ตึงตังนะคะ ค่อยๆนำพาเขาไปสู่การหลับอย่างผ่อนคลาย ไม่ใช่เล่นสนุกคลุมโปงตื่นเต้นแล้วหมดแรงผล็อยหลับไป ถ้าทำซ้ำๆอยู่บ่อยๆจนติดเป็นนิสัยคงไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อพัฒนาการของเขาในระยะยาวแน่ๆ ็เช่นกันที่ทำได้ าให้มีจังหวะ นิทานก่อนนอนสักเรื่อง หรือร้องเพลงกล่อมนอนด้วยเนื้อหาง่ายๆ ซ้ำไปมา ช่วยผ่อนคลายได้ดีค่ะ หรืออาจจะนวดตัวเด็กด้วยน้ำมันหอมแบบ aroma therapy เช่นใช้ลาเวนเดอร์ หรือกลิ่นอื่นๆที่มาจากธรรมชาติล้วน แต่ไม่ควรใช้กลิ่นที่แรงกระตุ้นเกินไปหรือที่เป็นกลิ่นสังเคราะห์ ระหว่างนวดเราอาจจะเงียบ และขอให้เด็กเงียบด้วย แล้วค่อยร้องเพลงกล่อมนอน เพลงที่ร้องด้วยเสียงของแม่หรือพ่อหรือผู้ดูแล เป็นเสียงที่วิเศษและส่งเสริมพลังชีวิตให้เด็ก ดังนั้นคุณแม่บางคนบอกว่าร้องเพลงไม่เพราะ ไม่เคยร้องให้ลูกฟังเลยนั้นน่าเสียดายมาก…

ในช่วงสุดสัปดาห์เช่นวันอาทิตย์ เด็กเล็กไม่ควรถูกพาออกไปไกลๆ ควรให้เวลาเขากลับมาบ้านเร็วและได้ทำกิจกรรมกับพ่อแม่ พี่น้องในครอบครัว ก่อนที่จะรับประทานอาหารเย็นและเข้านอนเพื่อเตรียมตัวไปอนุบาลในวันรุ่งขึ้น การดูแลเด็กเช่นนี้จะทำให้เขามีพลังแรงกายแรงใจที่จะเรียนรู้และพบปะกับเพื่อนในอนุบาลอย่างแช่มชื่นค่ะ

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้พูดไว้คือ ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆในครอบครัว การที่เด็กเพิ่งรู้จักโลกมาไม่นานนัก เพียงไม่กี่ปี เด็กๆ ไม่อาจจะตัดสินใจด้วยตัวเองได้ เพราะไม่สามารถเห็นภาพรวมของชีวิตและโลกได้จริงๆ แต่ถ้าเราปล่อยให้เด็กชี้นำการตัดสินใจ การตัดสินใจนั้นจะมาจากแรงปรารถนาชั่วครู่สั้นๆ ที่ไม่ได้มีรากหยั่งลึกจากภาพรวม ปราศจากการใคร่ครวญ (พัฒนาการของเด็กเล็กยังไม่สามารถไปถึงภาวะที่เกิดการคิดที่ไตร่ตรองแบบองค์รวมได้) และเด็กคนนี้เมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เขาก็จะรู้จักใช้แต่ความรู้สึกอารมณ์เพียงชั่วครู่ชั่วยามมาตัดสินใจที่จะกระทำหรือไม่กระทำ ดังนั้นไม่ว่าการจะออกไปนอกบ้าน การจะซื้อเสื้อผ้าหรือเลือกเสื้อผ้าที่จะใช้ในยามอุณหภูมิแตกต่างๆกัน หรืออาหารที่ดีมีประโยชน์ กิจกรรมที่สร้างสรรค์ ล้วนแล้วแต่ต้องอยู่ในดุลยพินิจของผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก จึงไม่ควรเลยที่คอยถามเด็กๆว่า “ลูกอยากกินอะไรในร้านนี้? (เด็กอาจจะเหวอ…ข้างใน โอ้มีเมนูอีกมากมายที่หนูไม่รู้จัก ไม่เคยชิมนี่นา ….และถ้าเราปล่อยให้เด็กเลือกอาหาร เด็กก็จะมีนิสัยเลือกกินโดยไม่จำเป็นหรือเปล่า?) หรือว่า “เออ, วันนี้เราจะไปทำอะไรดีล่ะลูก” “อยากไปเยี่ยมคุณตาคุณยายมั้ย? (อ้าว…คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้เหรอว่าหนูควรจะไปหรือไม่ไปดี?) ที่พูดมานี้เป็นแค่ตัวอย่างอันน้อยนิด จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าผู้ใหญ่จัดสรรให้เขาในสิ่งที่เขาทำแล้วรู้สึกดี (แม้จะไม่ดีในตอนแรก เด็กอาจจะดื้อรั้น ขัดขืน) ให้สุขภาพที่ดีทั้งกายและใจแล้ว ในที่สุดเด็กคนนี้จะรู้สึกมั่นคงภายในค่ะ เพราะเขารู้ว่ามีผู้ใหญ่คอยคุ้มครองโอบอุ้มและตัดสินใจให้เขา ไม่ปล่อยให้เขาสับสนอลหม่าน เขาก็ไม่ดื้อรั้นแต่เป็นตัวของตัวเองอย่างสบายๆและมั่นใจ ซึ่งเขาจะเรียนรู้ลักษณะการตัดสินใจ การใคร่ครวญในสิ่งต่างๆจากการเห็นผู้ใหญ่ทำค่ะ เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น เขาก็จะไม่เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเป็นเด็กๆ จะมีท่าทีรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่มากกว่าแล้วตัดสินใจเอง จริงมั้ยว่า……ถ้าเรายอมให้เด็กตัดสินใจหรือชี้นำในเรื่องต่างๆของตัวเองเร็วเกินไป เขาก็จะเติบโตเป็นวัยรุ่นที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นสำคัญ

นอกจากนี้เด็กยังต้องการอาหารที่ดี ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่คงจะรู้อยู่แล้วว่าคืออะไร

อาหารที่ดีไม่ได้หมายความว่าแค่ครบห้าหมู่เท่านั้นใช่มั้ยคะ ด้วยยุคสมัยนี้เราพบฉลากผลิตภัณฑ์มีตารางสารอาหารบ่งบอกแถมยังเติมธาตุวิตามินต่างๆวุ่นวายไปหมดอันเนื่องมาจากธุรกิจอาหารที่มีมูลค่ามหาศาล การเลือกอาหารที่ดีให้ลูกน้อยซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังเติบโต อวัยวะต่างๆกำลังก่อรูปก่อร่างนั้นเราจำเป็นต้องเลือกอาหารที่มีความสดใหม่และมีพลังชีวิตด้วย เป็นที่รับรู้กันมานานจากภูมิปัญญาตะวันออกว่า อาหารที่ดีคืออาหารที่สด และเดี๋ยวนี้มีการรณรงค์ให้ทานอาหารภายในท้องถิ่นอีกด้วยรวมทั้งเรื่องอาหารจากเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดจากสารเคมี สิ่งเหล่านี้ดีต่อลูกน้อยเพราะร่างกายของพวกเขากำลังต้องการพลังชีวิตจากอาหารสดใหม่และตับไตที่มีอายุไม่มากนักก็ยังไม่สมควรต้องทำหน้าที่กรองส่วนเกินออกจากร่างกายด้วย พึงงดอาหารสำเร็จรูปที่ขายกันเกลื่อนตลาด ขนมถุงกรอบ ปรุงรสและใส่เกลือมากมาย และยังมีรายงานว่านมวัวและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับนมและขนมที่มีน้ำตาลมาก มีผลกระทบต่อระดับสมาธิของเด็ก

พยายามหาอาหารที่ดีและปรุงรับประทานเองที่บ้านจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กค่ะ

มีคำถามเรื่องช่วงเวลาการเล่นของเด็ก ควรปล่อยให้เด็กเล่นอีกมั้ยหลังจากเลิกเรียน…..สำหรับเด็กประถมต้นก็ยังต้องการเล่นและการเล่นสักหน่อยหลังเลิกเรียนก็คงไม่เสียหาย แต่ถ้าปล่อยนานเกินไป เด็กก็จะเหนื่อยเพลียเมื่อขึ้นรถกลับบ้านก็อาจจะเกิดอารมณ์ไม่ดีก็เป็นไปได้ แต่ส่วนเด็กเล็กอนุบาล การอยู่โรงเรียนมาทั้งวันแล้ว นับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา การได้กลับบ้านเร็วหลังจากอนุบาลเลิกน่าจะเป็นสิ่งที่เอื้อต่อพัฒนาการในระยะยาวมากกว่า (อันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องจัดสรรกันเองในครอบครัวสำหรับเด็กที่มีพี่อยู่ชั้นประถมนะคะ)

ก่อนที่จะจบบทความนี้ได้ฟังข่าวจากวิทยุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงผลวิจัยว่า ผู้ปกครองไทยนิยมให้เด็กนั่งอยู่หน้าทีวีและเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ มากกว่าปล่อยให้ออกไปข้างนอกบ้าน ผลก็คือเด็กขาดทักษะทางร่างกายที่สำคัญในวัยก่อนเจ็ดขวบ และข่าวยังรายงานต่อไปว่า เด็กไทยไอคิวต่ำ อ้วน ตัวแคระแกรน มีความรุนแรงทางอารมณ์

มีเหตุผลดีๆมากมายที่ไม่ควรให้เด็กดูทีวีจนกว่าเด็กจะมีวุฒิภาวะ(ด้านใน)ที่แข็งแรงเพียงพอ หรือแม้แต่ออกไปรับสื่อต่างๆในห้างสรรพสินค้า ซูปเปอร์สโตร์ คอมพิวเตอร์ที่พ่อแม่ใช้เป็นประจำ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ที่บ้านที่วางหราอยู่บนโต๊ะกินข้าว ในการศึกษานี้เราไม่สนับสนุนให้เด็กถูกปลุกเร้าเกินกว่าวัย และทำให้ประสาทสัมผัสของเขาอ่อนล้าและทื่อด้านชาหรือตื่นตระหนกกับสิ่งที่เข้ามาทางหู ทางตา ทางประสาทสัมผัส มีคำกล่าวว่าเด็กก่อนเจ็ดขวบนั้นทั่วทั้งตัวตนของเด็กก็คือประสาทรับรู้ ไม่ใช่แค่หู หรือตาเท่านั้นที่รับสิ่งเร้าเข้ามาแต่ว่าทั้งตัวตนทีเดียวที่เด็กรับเข้ามาภายใน

นับว่าการเป็นพ่อแม่สมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ด้วยว่าโลกทุกวันนี้หมุนเร็วด้วยพลังของเทคโนโลยี่ดิจิตัล และนับวันก็จะยิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี่ใหม่ๆ อย่างนาโน แทนที่จะนำเอาความเรียบง่ายมาสู่ชีวิต แต่กลับนำเอาความสับสน ซับซ้อนถาโถมเข้ามาสู่ชีวิตของผู้คนมากยิ่งขึ้น การดูแลลูกคนหนึ่งจึงไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป นี่คงเป็นเหตุผลที่สำคัญที่พ่อแม่เริ่มจัดตั้งกลุ่มศึกษา ช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการปรับเปลี่ยน ได้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ จึงเป็นเรื่องที่ดีมากในการสนับสนุนพัฒนาการของเด็กๆ

ครูอ้วนในวันเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๕๓

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s