พื้นอารมณ์ -Temperament


บันทึกการบรรยายเรื่อง  พื้นอารมณ์

บรรยายโดย: คุณ Thanh Cherry

สถานที่: โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก

พื้นอารมณ์  -Temperament

คุณ Thanh Cherry เป็นครูของเด็ก ๆ มานักต่อนัก แถมยังเป็นครูของครูทุกคนที่อนุบาลบ้านรัก มานาน มีโอกาสเมื่อไร คุณธานห์ก็ต้องมาเมืองไทย มาที่อนุบาลบ้านรักเพื่อแนะแนวฟูมฟักวิชา ความรู้ความเข้าใจ สำหรับผู้ทำหน้าที่แม่ทุกคน (ครู)  

คุณธานห์มาให้การอบรมเรื่อง พื้นอารมณ์ (Temperament) ความเข้าใจเรื่องพื้นอารมณ์ทำให้เรารู้จักตนเองและผู้อื่น และรู้จักที่จะทำความเข้าใจตนเองและลูกของเรา พื้นอารมณ์ทุกแบบมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของคนที่เราใกล้ชิดด้วย ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก ย่อมช่วยให้เราฝึกสติและความเมตตารู้จักทะนุถนอมโดยไม่ทำร้ายเพื่อนของเรา 
คุณ Thanh Sherry เริ่มเกริ่นนำด้วยบทกลอนของ Shakespeare ว่า  โลกทั้งใบเป็นเหมือนเวทีการแสดง ผู้หญิงและผู้ชายเป็นเหมือนตัวละคร เขามีขีดดำรงชีวิต คนหนึ่งจะเล่นบทต่างๆกันในแต่ละครั้ง เขาเล่นบทอายุ 6 ขวบ

การเกริ่นนำก่อนการเริ่มคอร์สในสถานการณ์เดียวกันดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพื้นอารมณ์ที่แตกต่างๆกัน

ชั่วโมงแรกของการอบรม ธานห์ให้ตัวอย่างบทพูดของตนเองในพื้นอารมณ์แบบต่าง ๆ

ชนิดที่ 1 “ทิวลิป มาช้า ให้รีบๆนั่งหน่อย มีเวลาไม่มากนัก มันสำคัญมากๆ”

ชนิดที่ 2 วันนี้เป็นเย็นที่งดงามมากในเมืองไทย ทุกๆวัน ฉันอยู่ในห้องเรียนของคุณครูอุ้ย เด็กๆ จะได้เล่นอย่างสนุกสนาน ตอนเย็นฉันไปตลาดไปซื้อของรวมทั้งเสื้อผ้าและสิ่งต่างๆ ตอนนี้อากาศ ร้อน เปิดแอร์อีกตัวได้ไหม มาแล้วนั่งตามสบาย

ชนิดทื่ 3 ฉันรู้สึกเสียใจที่พวกคุณต้องเสียเวลาจากบ้านมาอยู่ที่นี่ ไม่มีอะไรจะพูด และรุ้สึกว่าสิ่งที่จะพูดพวกคุณอาจจะรู้หมดแล้ว ไม่แน่ใจว่าพวกคุณจะเข้าใจภาษาอังกฤษของฉัน ไหม เพราะไม่แน่ใจว่าภาษาของฉันจะดีพอ

ชนิดที่ 4 พวกคุณช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าอยากจะฟังอะไร อาจเริ่มจากบอกชื่อแนะนำตัว 

พวกคุณเห็นความแตกต่างของลักษณะทั้งสี่แบบนี้ไหม ก่อนอื่นจะพูดเกี่ยวกับเด็กก่อน เวลาที่เข้าห้องเรียนจะพบว่าเด็ก ๆ มีลักษณะนิสัยต่างกัน ส่วนมากเด็กที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือเด็กที่มีความฉุนเฉียว เป็นคนที่คอยสั่งคนอื่นให้ทำอย่างนี้อย่างนั้นและคอยจัดการว่าคนไหน ทำอะไร มักจะพูดเสียงดังและเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนๆ และเป็นคนที่เหมือนเป็นศูนย์กลาง ของจักรวาล เขาจะคิดว่าเขาถูกต้อง นี้คือพื้นอารมณ์ที่เรียกว่า Choleric ไม่ใช่แต่เฉพาะมีในตัวเด็ก เท่านั้น กับผู้ใหญ่ก็เช่นกัน

ลักษณะที่ 2 ที่มักเป็นที่สนใจคือ เด็กที่เหมือนผีเสื้อ เป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส เห็นอะไรก็ดีไปหมด มีความรู้สึกตื่นเต้น ในห้องครูอุ้ยมีเด็กลักษณะนี้หลายคน เด็ก ๆ จะเข้ามาขอร้อง ให้ทำโน่นทำนี่ให้ ลักษณะนี้คือ Sanguine

ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือเด็กที่มีลักษณะซึม หน้าตาดูไม่สดใส เหนื่อยและมักพูดกับครูว่า “หนูเหนื่อย หมดแรง” บางครั้งบอกครูว่า “หนูโดนยุงกัด โดนโต๊ะข่วนเป็นแนว ไม่ค่อยมีใคร อยากเล่นกับฉัน” เด็กลักษณะนี้เป็นเด็กที่ถูกเรียกว่า Melancholic

ส่วนเด็กลักษณะที่ 4 เป็นเด็กที่ ไม่ค่อยพูด มักนั่งตามมุมห้อง นั่งเงียบอยู่กับตัวเอง นั่งมองดูคนอื่น เป็นคนที่มีสุขภาพดี ชอบนั่งเฉย ไม่ค่อยมีความเห็นกับอะไร และไม่ค่อยเล่น กับเพื่อนแต่เป็นเด็กที่เป็นเพื่อนได้กับทุกคน บางครั้งครูต้องบอกให้มาร่วมกิจกรรม ลักษณะนี้ เรียกว่า Phlegmatic 

เรื่องของพื้นอารมณ์ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เลย มีมาตั้งแต่สมัยเก่า ยุคกรีกโบราณ เรื่องแรกที่จะพูดถึงคือเกี่ยวกับยารักษาโรคการรักษาคน แต่เป็นการรักษาไม่ใช่แต่เฉพาะ ร่างกายเท่านั้นแต่รวมถึงจิตวิญญาณด้วย สำหรับคนป่วยแล้วเรื่องพื้นอารมณ์นี้มีความสำคัญมาก พื้นอารมณ์เกี่ยวข้องกับตัวของเรา บอกถึงลักษณะของคน ตามธรรมชาติ โลกจะประกอบ ด้วยองค์ประกอบของธาตุ 4 อย่าง ได้แก่ ดิน แร่ธาตุ น้ำ ซึ่งมีรวมอยู่ในตัวคนเรา อากาศที่มีไว้สำหรับหายใจเข้าออก มีก๊าซต่าง ๆ ในร่างกาย และมีไฟ ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น เสมอไม่เช่นนั้นคนเราอาจจะตายได้ พี้นอารมณ์ 4 แบบนี้เกี่ยวข้องกับธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สำหรับยาจีนโบราณได้คำนึงถึงธาตุทั้ง 4 ด้วย ถ้าในคนมีความสมดุลของธาตุทั้ง 4 ร่างกายและจิตใจจะมีสุขภาพดี นั้นคือความเข้าใจของพื้นอารมณ์ ในปัจจุบัน มีการลืมภูมิปัญญา เก่าๆ ไปมากมาย ยาสมัยใหม่ก็ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ การศึกษามีบ้างแต่ไม่ชัดเจน สำหรับทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่คำนึงถึงแต่เฉพาะบุคลิกบางลักษณะของคนเท่านั้น เช่น คนที่ชอบและไม่ชอบสังคม คนที่ก้าวร้าวมากกับคนที่นิ่งเงียบ หรือคนที่แสดงออกตลอดเวลา มักไม่ค่อยคำนึงถึงสุขภาพของเด็กมากนัก

การศึกษา Waldorf ที่อยู่บนพื้นฐานของมนุษยปรัชญา ตัวปรัชญาเรียกว่า มนุษยปรัชญา ในความเข้าใจพื้นฐานของลักษณะอารมณ์ของคนมักจำมีการอ้างถึงมนุษยปรัชญา ลักษณะของคนถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ แบบที่ 1 คนเรามียีน พันธุ์กรรม สืบมาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษ เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นมนุษย์ เหมือนการได้รับมรดกทางร่างกาย จากคนรุ่นก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เมื่อได้รับมรดกทำให้เรามีรูปร่าง มีเพศ ลักษณะท่าทาง เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนแบบที่ 2 คือ เรา เฉพาะแต่ละคนที่มีตัวตน หรืออัตตา หรือลักษณะบุคลิกที่เป็นเอกลักษณะ เจาะจงลงไปเป็น อีโก้ ซึ่งไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก ตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงได้ พัฒนาและเรียนรู้ได้ ระหว่างความเป็นตัวตนซึ่งเปลี่ยนแปลงได้กับลักษณะทางร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตรงกลางคือพื้นอารมณ์ที่จะทำงานร่วมกับสองอย่างนี้

ลักษณะธรรมชาติของคนประกอบไปด้วย 4 ส่วนได้แแก่ ร่างกายที่เราสามารถเห็นได้ (Physical Body) พลังที่ใช้สร้างร่างกายซึ่งมองไม่เห็น (Etheric Body) เมื่อคนเราตายไป ร่างของเรายังอยู่แต่ไม่มีชีวิต กาย Etheric ไปจากตัวเราแล้ว อีกส่วนหนึ่งได้แก่ Astral Body เป็นส่วนที่เชื่อมโยงกับดวงดาว เปรียบเหมือนกับดวงจิต ส่วนสุดท้ายเรียกว่า อัตตา ตัวตน มีวิญญาณ เป็นส่วนที่บังคับส่วนทั้ง 3 ส่วน

เมื่อคนเรามีร่างกายที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ และมีตัวตนของเราที่สามารถเปลี่ยนแปลง ได้ โดยปกติคนเราทุกคนมีพื้นอารมณ์ทั้ง 4 แบบอยู่ในตัวเรา ถ้าคนที่มีอัตตาสูงมักจะเป็นคน ที่ชอบคอยจู้จี้ บังคับ และเป็นคนฉุนเฉียว (I : Choleric) ความฉุนเฉียวเชื่อมโยง กับเลือดที่เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วและเด็กฉุนเฉียนมักมีอุณหภูมิในร่างกายสูง เมื่อเด็กที่มีความฉุนเฉียวมากไม่ได้อะไรดั่งใจ จะมีอาการเลือดขึ้นหน้าและกระทืบเท้า สำหรับเด็ก ที่มีความร่าเร่ง ช่างคุย มีความสุข เด็กลักษณะนี้มีความเกี่ยวโยงกับ Astral Body เกี่ยวกับดวงจิตและอากาศ ในทุกที่มีอากาศเสมอไม่ว่าในควันไฟ ดังนั้นเด็กร่าเริงจะมีความ ต้องการทำกิจกรรมที่หลากหลาย อีกด้านหนึ่งคือเด็กที่เฉื่อยชา เด็กกลุ่มนี้จะมีความรู้สึก สบายเหมือนอยู่กับน้ำเย็น เป็นเด็กที่มีธาตุน้ำในตัวเยอะ เป็นเหมือนกับน้ำที่นิ่ง และอยู่อย่าง มีความสุข มีการเคลื่อนไหวบ้างแต่ช้า เราจะสามารถมองเห็นเขาแต่ผิวเผิน ไม่เห็นถึงส่วนลึก ลักษณะสุดท้ายคือเด็กที่มีความเศร้า คือ ส่วนของอัตตาไม่สามารถใช้งานของร่างกายได้ดี หมายถึงธาตุดินในตัวเด็กหนาแน่นเกินไป

การพิจารณาเด็กแต่ละคน จะมีทั้งด้านดีและไม่ดี สำหรับ เด็กที่มีความฉุนเฉียว Choleric ส่วน self หรือ I ไม่ได้มีผลกับแค่เฉพาะร่างกายแต่มีผลไปถึงจิตใจด้วย เด็กเหล่านี้มักมีลักษณะ ตัวสั้นๆ ป้อมๆและเตี้ย กล้ามเนื้อจะแน่น เป็นนักลงมือทำ ปฏิบัติ ในด้านบวก เด็กเหล่านี้จะเป็น ผู้สร้าง ริเริ่มสิ่งใหม่ มีพลังดุจเหมือนไฟที่จะทำให้สำเร็จ มีความสามารถแบ่งงานได้ เมื่อทำงาน เสร็จทุกครั้งจะถามต่อว่ามีอะไรทำต่อ เวลาเล่นในสนามมักจะคอยลาก คอยเข็ญของหนัก มีลักษณะเป็นผู้นำ สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นคนลักษณะนี้มักจะมีอำนาจ คอยบงการ ตัวอย่างเช่น Neopolean ที่มีลักษณะเตี้ย เป็นเจ้านาย บางครั้งถ้าในโรงเรียนมีนักเรียนแบบนี้มาก อาจหมายถึงนักเลงที่มีความก้าวร้าว มีพลังในตัวเยอะมักจะแสดงพลังออกมาในความฉุนเฉียว โกรธง่ายและก้าวร้าว

เด็กที่มีลักษณะร่าเริง Sanguine มักจะเป็นเด็กที่มีรูปร่างดี มีผมสวยดกดำ ยิ้มเก่ง มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่มักจะเป็นคนที่ทำอะไรไม่ได้นาน เมื่อทำกิจกรรมชิ้นหนึ่งไม่ทันเสร็จ ก็จะสนใจสิ่งอื่นแทน ไม่มีความพอใจกับอะไรมากนัก บางครั้งอาจทำให้ครูโกรธ แต่มีเสน่ห์ งดงาม สำหรับผู้ใหญ่ลักษณะนี้ จะเหมาะกับงานลักษณะเช่น ฝ่ายบริการต้อนรับ เด็กอีกลักษณะ คือเด็กที่มีความเฉื่อยชา Melancholic มีความเชื่อมโยงกับน้ำมาก การเคลื่อนไหวจะเหมือนน้ำนิ่ง มักชอบทำอะไรที่สำเร็จรูปและทำซ้ำไปซ้ำมา และจะมีความกังวลถ้าต้องทำสิ่งใหม่ๆ สำหรับ เด็กเล็กอายุตั้งแต่ 0-3 ขวบ จะชอบฝันถึงสิ่งเดิมๆตลอดเวลา บางที่ชอบนิ่งเฉย เงียบและช่างฝัน เด็กลักษณะนี้มักจะเป็นคนช่างฝัน และชอบทานช้าเหมือนวัวเคี้ยวเอื้อง มักจะไม่เคยเสนอ ความคิด ไม่สนใจและไม่ตื่นเต้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อทำงานชิ้นหนึ่งจะมีพลังทำสิ่งนั้นจนเสร็จ และเวลาเก็บงานจะค่อยๆเก็บอย่างเรียบร้อย ซึ่งตรงข้ามกับเด็กร่าเริ่งที่มักจะทำไม่เสร็จ แล้วเปลี่ยนไปสนใจสิ่งใหม่ กับเด็กที่ฉุนเฉียวที่ชอบเริ่มต่อจนหมดแรง สำหรับผู้ใหญ่มักจะ เป็นคนที่ชอบทำงานของตัวเองโดยไม่สนใจผู้อื่น ตัวอย่างเช่นนักปรัชญาที่ชอบทำงานของตัวเอง ไปได้เรื่อยๆ

สำหรับเด็กที่โศกเศร้า Phlegmatic มักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี จะมีลักษณะผอม สูง หน้าซีดไม่มีไฟในตัว มักจะรู้สึกหนาวง่าย เวลาเดินจะชอบเดินลากขา มีความเศร้าในใจ ชอบมองลงต่ำที่พื้นไม่ชอบเข้าสังคม ไม่คบใครง่ายๆ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง และไม่ไว้ใจ ใครง่ายๆ บางครั้งคิดว่าคนอื่นกำลังพูดถึงอยู่ และเป็นคนที่รู้สึกเศร้าแทนคนอื่น ชอบช่วยเหลือครู โดยปกติคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นมักจะมีความเศร้าอยู่ในตัว

การศึกษาเรื่องของพื้นอารมณ์ ไม่ใช่เป็นการนำเสนอหรือค้นหาจุดอ่อนของคน แต่เป็นการศึกษาและมองให้เห็นถึงศักยภาพของคนๆ หนึ่ง เป็นการเรียนรู้ทั้ง 2 ด้าน และนำแต่เฉพาะด้านดี อย่างเช่นถ้ามีเพื่อนที่เป็นคนขี้โมโห เราควรจะแกล้งกระทำการโมโห กลับเพื่อให้เขามองเห็นและเข้าใจ ในที่สุดเขาก็จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ลักษณะนี้ไม่สามารถ นำมาใช้กับเด็กเล็กได้

การเข้าใจและศึกษาเรื่องพื้นอารมณ์ของเด็กเป็นลักษณะเด็นของการศึกษาแนว Waldorf เป็นการทำงานร่วมกัน เมื่อศึกษาเข้าใจแล้วและเห็นถึงพฤติกรรมของเด็ก ครูจะพยายาม ดึงเอาด้านดีของเด็กออกมา เพื่อทำให้เกิดการสมดุลในตัวเด็ก ซึ่งผลคือทำให้เด็กมีความแข็งแรง และมั่งคงขึ้น เขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ การศึกษาแบบ Waldorf ไม่ใช่แต่เฉพาะการเรียน การเขียน แต่รวมภึงความสามารถของเด็กในการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ตัวเองได้ด้วย ในการเรียนระดับประถม ครูจะทำงานกับเด็กโดยศึกษาพื้นอารมณ์ของเด็ก และจัดที่นั่งในห้องเรียนตามพื้นอารมณ์ของเด็กแต่ละคน เช่นเด็กที่มีความฉุนเฉียวจะถูกจัด ให้นั่งด้วยกันส่วนเด็กที่ร่าเริ่งจะนั่งรวมกลุ่มกันเช่นกัน เหตุผลของการจัดที่นั่งแบบนี้เพื่อให้เด็ก แต่ละคนเห็นสิ่งที่ตัวเองเป็นและเลิกกระทำในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ สำหรับครูซึ่งเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เมื่อเทียบกับเด็กเล็ก ยังรู้สึกเป็นตัวของ ตัวเอง ยังไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เพราะฉะนั้นการศึกษา Waldorf จึงมุ่งเน้นไปที่ครู เพื่อสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ในโรงเรียน Waldorf ผู้ปกครองมักจะกังวลใจว่าครู ที่ต้องอยู่และสอน นักเรียน เป็นเวลานาน 8 ปี จะเข้ากับนักเรียนได้ดีอย่างไรเมื่อทั้งครูและนักเรียนเป็นคนฉุนเฉียว ด้วยกันทั้งคู่ ในความเป็นจริงพบว่าครูผู้ซึ่งมีความรับผิดชอบสูงและมีความเข้าใจในพื้นอารมณ์ทั้ง 4 แบบของเด็กแต่ละคน สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เร็ว ตัวอย่างเช่น เวลาเด็กที่ฉุนเฉียวมีอารมณ์โกรธ ครูจะปล่อยและรอให้สงบอารมณ์ก่อนจึงค่อยมาคุยกันใหม่ นอกจากนี้ครูต้องทำความเข้าใจว่าเด็กฉุนเฉียวมีพลังมากและชอบทำสิ่งใหม่ๆ จึงต้องพยายามมองหางานใหม่ๆให้เขา ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กฉุนเฉียวกับครูมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากเด็กฉุนเฉียวมีความมั่นใจในตัวเองสูงฉะนั้นเด็กจะต้องมีความเคารพในครู สำหรับเด็กร่าเริง สิ่งที่เด็กต้องการจากครูคือความรัก จากลักษณะของพื้นอารมณ์ เด็กร่าเริงเป็นเด็กที่ชอบความสวยงามและมักเปลี่ยนความสนใจได้เร็ว ฉะนั้นครูต้องมีความเข้าใจและพยายามสังเกตว่าเด็กเหล่านี้มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ เพื่อทำให้เขาได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสร็จเป็นอย่างๆไป

ลักษณะของเด็กโศกจะมีแนวโน้มเป็นนักศิลปะ นักเขียน นักคิด นักวิจัยค้นคว้าและนักปรัชญาที่มักชอบใช้เวลานานหลายชั่วโมงกับงานคิด เด็กโศกมักมีความลึกซึ้งกับสิ่งต่างๆและชอบตั้งคำถามในบทเรียนที่ค่อนข้างลึก เขาจะรู้สึกสนใจในตัวครูที่มีประสบการณ์มากและครูผู้นั้นเล่าประสบการณ์ต่างๆ ให้เขาฟัง เขาจะมีความเคารพและจะเห็นอกเห็นใจครูผู้นั้นมาก

ครูเปรียบได้กับไวทยากรผู้คอยกระตุ้นความคิด การปฏิบัติ ถ้าครูมีความเข้าใจในพื้นอารมณ์และสามารถจัดการกับมันได้ดีห้องเรียนจะเป็นห้องที่มีชีวิตชีวา และเด็กๆ จะสามารถแสดงออกเและเป็นในสิ่งที่เขาเป็น เครื่องมือทางการศึกษาอีกอันหนึ่งคือ ศิลปะ ในการศึกษา Waldorf มีความเกี่ยวข้องกับงานศิลปะเยอะมาก เป็นงานศิลปะที่ช่วยให้เกิดความสมดุลทางด้านจิตวิญญาณ ไม่ได้หมายความถึงงานศิลปะที่ต้องมีการแสดงผลงานและไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด การนำเสนอกิจกรรมอย่างมีศิลปะจะต้องมีความเชื่อมโยงกับลักษณะพื้นอารมณ์และธาตุในของเด็กแต่ละคน ถ้าครูสามารถใช้ศิลปะกับเด็กโดยคำนึงถึงพื้นอารมณ์ เด็กจะมีความสมดุลในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อครูสอนเด็กโศก ครูจะตอบสนองเด็กโศกด้วยการเล่านิทานหรืออ่านเรื่องราวที่โศกให้เด็กฟัง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

“วันหนึ่งพี่ชายกำลังอุ้มน้องสาวและพูดว่า “เมื่อแม่ของเราได้ตายจากไป พวกเราไม่เคยมีความสุขเลยแม่เลี้ยงชอบรังแกพวกเราโดยการตีและเตะ พวกเราได้กินแต่อาหารที่เหลือ ถ้าเปรียบกับสุนัขมันยังได้รับอาหารที่ดีกว่า รวมทั้งการดูแล ถ้าแม่ที่อยู่บนสวรรค์รู้คงอยากจะมารับไปอยู่ด้วย”

สำหรับเด็กโศกเมื่อได้ฟังจะรู้สึกเศร้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กผู้หญิงคนนี้ ส่วนนิทานที่เกี่ยวกับพื้นอารมณ์ร่าเริงนั้น มีตัวอย่างดังต่อไปนี้ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า “คนใช้ไม้ตีตายทีเดียว 7 ตัว”

“ผู้ชายคนหนึ่งมีอาชีพเย็บผ้า วันหนึ่งได้ทานแยมและวางทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วหลับไป เมื่อตื่นขึ้นได้พบแมลงวันจำนวนหลายตัวเกาะอยู่ที่แยม จึงใช้ไม้ตีแมลงวันตีแมลงวันเหล่านั้นตายทีเดียว 7 ตัว ชายผู้นี้ได้เลิกเย็บผ้าและออกท่องเที่ยวด้วยการเล่าเรื่องราวนี้ให้คนอื่นฟังว่า เขาสามารถตีทีเดียวตาย 7 ตัว”

ครูควรพิจารณาเลือกนิทานมาเล่าในห้องเรียนโดยคำนึงถึงพื้นอารมณ์ คำนึงว่ามันมีประโยชน์อย่างไรต่อเด็ก ครูกำลังทำงานกับพื้นอารมณ์แบบไหน นอกจากนี้การอ่านที่เป็นจังหวะก็มีความสัมพันธ์กับพื้นอารมณ์เช่นกัน เช่น สำหรับเด็กที่ฉุนเฉียว จังหวะในการอ่านมักจะเป็นแบบ สั้น สั้น ยาว ยาว ส่วนเด็กเฉื่อยชาจังหวะจะเป็น ยาว ยาว สั้น สั้น

งานทุกอย่างที่ครูทำกับเด็กในห้องเรียนควรมีความสัมพันธ์และทำงานร่วมกับพื้นอารมณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการวาดรูปกับการระบายสี สีสามารถบ่งบอกพื้นอารมณ์ได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ลักษณะของเด็กโศก สีน้ำเงินมักจะถูกใช้ สีเขียวสามารถบ่งบอกถึงลักษณะของเด็กเฉื่อยชา ส่วนสีเหลืองจะเป็นลักษณะของเด็กร่าเริง ในบางครั้งเด็กร่าเริงก็ชอบใช้สีหลายสีและระบายเต็มหน้ากระดาษ เมื่อครูเห็นเด็กใช้สีใดสีหนึ่งมากเกินไป ครูควรชักจูงให้เด็กใช้สีอื่นบ้างเพื่อทำให้เกิดความสมดุลในตัวเด็ก นอกจากนี้การจับดินสอสีเวลาระบายสี สามารถบ่งบอกถึงพื้นอารมณ์ได้เช่นกัน เด็กบางคนจะชอบจับดินสอและเวลาระบายจะกดจนสีหักอันนี้ก็สามารถบ่งบอกถึงพื้นอารมณ์ต่างๆกันได้ สำหรับผู้ใหญ่ความสมดุลจะมีมากกว่าเด็ก เนื่องจากมีความแข็งแรงมากกว่าเด็ก ดังนั้นเด็กจะสามารถแสดงออกถึงพื้นอารมณ์ผ่านงานที่ทำแต่ละชิ้นได้ชัดเจนกว่าผู้ใหญ่

ย้อนไปถึงตอนเริ่มเกริ่นนำ คนเราทุกคนมีพื้นอารมณ์ทั้ง 4 อยู่ในตัวเอง เมื่อเป็นเด็ก เด็กจะแสดงออกถึงพื้นอารมณ์ได้ชัดเจน เมื่อเด็กโตขึ้นพื้นอารมณ์ของเด็กจะเปลี่ยนไป และในบางครั้งจะเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม เด็กอายุก่อน 7 ขวบ ส่วนใหญ่จะไม่แสดงพื้นอารมณ์ต่างๆ ออกมาอย่างชัดเจน จะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเด็กมีอายุ 7 ขวบขึ้นไป ตามธรรมชาติแล้ว เด็กวัยก่อน 7 ขวบจะสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกถึงพื้นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มันเป็นเพียงพื้นฐานของอารมณ์นั้นๆ ในช่วงนี้เราสามารถเรียนรู้ที่จะดูแลเด็กได้

ตามการพัฒนาการของเด็ก เด็กทารกจะกินและนอนเป็นส่วนใหญ่ เด็กมักจะนิ่ง เฉื่อยชา เมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบมักจะมีพื้นอารมณ์ฉุนเฉียวโดยแสดงออกว่าอยากทำ อยากเคลื่อนไหวตลอดเวลาและมีความมุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ สำหรับเด็กอายุ 3-7 ขวบเป็นวัยที่มีความร่าเริง ความสุข แม้ว่าพื้นอารมณ์อาจเป็นแบบโศกเศร้า แต่การแสดงออกโดยรวมจะมีความร่าเริง เด็กวัยระหว่าง 7-12 ส่วนใหญ่ชอบศิลปะ ความสวยงามและร่าเริง เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นจะเริ่มต่อต้าน ทำอะไรตามใจตัวเองและมักแสดงพื้นอารมณ์แบบฉุนเฉียวออกมา เมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่ เริ่มเรียนรู้ผ่านประสบการณ์มากมาย ทำให้บางครั้งแสดงพื้นอารมณ์โศกออกมาก็ได้ และเมื่ออายุมากขึ้นกลายเป็นผู้สูงอายุ มักจะแสดงพื้นอารมณ์เฉื่อยชาออกมา    โดยสรุปขอกล่าวว่า พื้นอารมณ์เป็นเครื่องมือของครูที่ทำให้ครูสามารถเรียนรู้และเข้าใจเด็กแต่ละคนรวมทั้งตัวครูเองได้ดี เมื่อทำความเข้าใจแล้วครูจะสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นอารมณ์ และทำให้เกิดความสมดุลในตัวเด็ก ในวัยเด็กการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นอารมณ์จะทำได้ง่ายกว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ 

โฆษณา

2 ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s