การเรียนการสอนในชั้นประถม ๑-๓ “บันทึกคำบรรยายครู Benno”


บันทึกจากการสัมนา ATT –  Asian Teacher Training
บรรยายโดย ครู Benno
ไม่ทราบชื่อผู้บันทึก
แหล่งที่มา โรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ

 

บันทึกคำบรรยายครู Benno

เรือง การเรียนการสอนในชั้นประถม ๑-๓

๒๖ เมษายน ๔๗

–                      Background

–                      The way of child develop แรกเกิด- ๒๑ ปี  ในบรรยายครั้งนี้จะขอเน้นเฉพาะประถม

ภายใต้แนวความคิดที่ว่า  “The child came from the spiritual world” กายภาพ (physical body) ของเด็กเกิดขึ้นเมื่อเด็กมาสู่โลก  โดยผ่านการเดินทางอันยาวนาน

สไตเนอร์แบ่งพัฒนาการของมนุษย์ออกเป็นช่วงแต่ละช่วงกินเวลา ๗ ปี

โดย ๐-๗ ปี   เป็นช่วงวัยอนุบาล

      ๗-๑๔ ปี  เป็นช่วงวัยประถม

      ๑๔-๒๑ ปี เป็นช่วงวัยมัธยม

กายภาพของเด็กเกิดขึ้นเมื่อแรกเกิด  และจะเริ่มพัฒนาในช่วง ๐-๗ ปี ครูจึงต้อง prepare the child to fulfill the physical Body และให้จิตวิญญาณของเด็กลงมาสู่โลกโดยสมบูรณ์  ครูจึงนำเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวดึงเด็กมาสู่โลก

ภาพพจน์ของการศึกษาที่ใช้ในอนุบาล  ช่วยให้เด็กมาสู่โลกและกายภาพของเด็กก็พัฒนา

ชั้นประถมเด็กได้พัฒนากายภาพโดยสมบูรณ์แล้ว  เหลือเพียงการเจริญเติบโตเท่านั้น  สิ่งที่สังเกตว่าเด็กลงมาสู่โลกเต็มที่หรือยังคือการสูญเสียฟันน้ำนมของเด็ก  เด็กพร้อมขึ้นชั้นประถมเมื่อฟันน้ำนมหลุดไป

สังเกตได้อีกอย่างคือ ร่างกายของเด็กตอนเล็ก ๆ ลักษณะจะกลม ๆ จนอายุ ๕-๗ ขวบ  จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเด็กคือเด็กจะตัวยาวขึ้นเป็นช่วงยืดตัว

ในการมองพัฒนาการของเด็กจะพบว่าในช่วงแต่ละช่วงจะมีการพัฒนาในระบบต่าง ๆ ดังนี้

๐-๗ ปี   จะพัฒนาในระบบแขนขา  Limbs system 

๗-๑๔ ปี  จะพัฒนาในระบบจังหวะ( Rhythmic system)โดยเฉพาะในหัวใจและปอด 

๑๔-๒๑ ปี จะพัฒนาในระบบความคิด (Nerve system) ในส่วนของศีรษะ

เด็กส่วนมากจะเอี้อมแขนข้ามศีรษะไปจับหูอีกข้างเมื่ออายุ ๗ ขวบ  ถ้าเด็กยังทำไม่ได้อาจเป็นสัญญาณบอกถึงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น

หลังจาก ๗ ขวบพลังที่ทำให้กายภาพพัฒนาจะเป็นอิสระจากการพัฒนาในส่วนร่างกาย  โดยพลัง(etheric forces) ดังกล่าวนี้จะแปรไปเป็นพลังแห่งการเรียนรู้แทน  แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็ก ๗ ขวบแรกไม่ได้เรียนรู้อะไร   เด็กสามารถเลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่าง  เลียนแบบวิธีการพูด  การเดิน การกิน  การทำสิ่งต่าง ๆ   วิธีการแสดงออก  อารมณ์  ความรู้สึก  ผลกระทบของสีที่มีต่อภายในของเรา

๗-๑๔ ปี  เด็กมีการเลียนแบบบ้าง  แต่เขาเริ่มอยากเรียนรู้ที่จะเขียน  อ่าน  คิดเลข

ครูประถมคล้ายผู้ทรงสิทธิ์ที่เด็กจะเชื่อฟัง  ในวัยนี้เด็กต้องการผู้ทรงสิทธิ์แล้ว

สำหรับในอนุบาล  ครูอนุบาลจะอยู่กับเด็กในชั้นเป็นส่วนหนึ่งเดียวกับกลุ่ม  เป็นต้นแบบให้เด็ก  และการทำงานของครูจะโอบอุ้มดวงจิตของเด็กไว้  แต่ในชั้นประถม  ครูไม่เป็นส่วนเดียวกับเด็กอีกต่อไปแล้ว  เป็นฝ่ายตรงข้าม  ครูยืนเด็กนั่งเรียน  ครูอยู่หน้าห้อง  เด็กอยู่กลางห้อง  ครูจะบอกว่าครูต้องการอะไร  และเด็กก็จะยอมรับและรักครู

สำหรับเด็ก ๗ ขวบอวัยวะพัฒนาสมบูรณ์  แต่จังหวะยังมีการเปลี่ยนแปลง 

ประถม ๔ เป็นชั้นที่สำคัญ  มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้น  ในชั้นประถม ๑-๔ จังหวะสำคัญมาก  เด็กจะไวต่อจังหวะมาก  ครูจะต้องใช้จังหวะเป็นสำคัญ

การจัดการเรียนการสอน  เราจะจัดวิชาใดวิชาหนึ่ง ๒-๓ สัปดาห์  ตอนเช้ามีวิชาหลัก  พัก  ต่อด้วยวิชาภาษาต่างประเทศ  ยูริธมี  ยิมนาสติก  form drawing ระบายสี  เล่นละคร  ตอนบ่ายมีอีก ๑ วิชา

กิจวัตรประจำวัน  เราสังเกตได้  ถ้ามีสิ่งใดมารบกวนจังหวะเหล่านี้  เด็กจะเกิดความวุ่นวาย  หลังจาก ๓ สัปดาห์  วิชาหลักจะเปลี่ยน  การอ่าน การเขียน เรียนเลข  สลับกันไปตลอดปี  และการทำแบบนี้  เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กลืม

ตัวอย่าง การเรียนสเก๊ตน้ำแข็ง  เราไม่สามารถเรียนได้ในฤดูกาลเดียว  เราพยายามอย่างหนักก็ยังเล่นไม่ได้  แต่พอเราหยุดรอฤดูกาลใหม่  เราเล่นได้ดีขึ้น  เราปล่อยให้เราลืมสิ่งที่เรียนรู้ไป  แต่จริง ๆ มันก็ยังอยู่ในตัวเราและพัฒนาในตัวเรา

จังหวะเป็นเรื่องสำคัญต่อร่างกาย  ความรู้สึก  ความจำ  เป็นเข็มทิศของชีวิต  เด็กรู้สึกได้ถึงเวลาว่าตอนนี้ ๑๐.๓๐ น ต้องพัก  ทั้งที่เด็กไม่ได้ดูนาฬิกา  ครูพยายามไม่บอกเวลา  แต่คงจังหวะให้คงที่สม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนอกจากจังหวะ คือ ความงาม  ซึ่งก็สัมพันธ์กับจังหวะ  จังหวะเป็นตัวบอกว่า  อะไรงามอะไรไม่งาม  อะไรเป็นศิลปะ  หรือแม้แต่อะไรเป็นวัฒนธรรม

ในอนุบาลการเคลื่อนไหว เล่น เด็กเรียนรู้สิ่งดีหรือไม่ดี  โดยนิทานเป็นตัวสอน ๐-๗ Please tell them the story.   สิ่งสำคัญในการเล่านิทานคือ  เราจะเล่าทั้งเรื่องที่ดี/ไม่ดี   การบาดเจ็บ  ความเศร้า  เด็กเรียนรู้ ความดี/ความไม่ดี  ศีลธรรมก่อเกิดจากภายในผ่านวัฒนธรรม  ไม่ใช่จากสิ่งที่ผู้ใหญ่พร่ำสอน

ในประถม ๑ เด็กเรียนรู้โลกผ่านศิลปะ  ทั้งการระบายสี  วาดรูป ยูริธมี วิถีชีวิตของความเป็นครู  เด็กเรียนรู้จากวิธีการที่ครูค้นหา  วิถีทางต่าง ๆ ที่จะทำศิลปะ  เด็กเรียนรู้หรือซาบซึ้งดนตรี  จากวิธีการที่ครูหาวิธีที่ครูนำเสนอกับเด็ก ๆ ไม่ใช่จากนักดนตรีที่เก่ง  ครูสร้างสรรค์นำเสนอแก่เด็ก  เด็กไม่คาดหวังครูที่สมบูรณ์แบบ  เด็กรักครูที่เป็นมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้  ถูกและผิด  เด็กจะจำความยากลำบากและความสุขที่เกิดขึ้นในห้องเรียน 

คำถาม-คำตอบ

ถาม  ครูวอลดอร์ฟ  ต้องเรียนรู้มนุษยปรัชญาหรือไม่

ตอบ  ต้อง  แต่ไม่จำเป็นต้องจำได้หรือต้องเข้าใจทั้งหมด  ความพยายามที่ครูเรียนรู้นั่นแหละจะช่วยครูในการสอน  เมื่อใกล้เด็ก ๆ ครูจะได้รับแรงบันดาลใจจากเด็ก ๆ

ถาม  ๗-๑๔ ปี  ถ้าจัดจังหวะที่บ้านให้เหมือนโรงเรียนจะดีมั๊ย

ตอบ  ช่วงเปิดเทอม ๒-๓ สัปดาห์แรก  ครูต้องปรับจังหวะเด็ก  ๆ ให้กลับมา  เพราะฉะนั้น  สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำ  คือรักษาเวลากิน  เวลานอน ให้ตรงเวลา  ไม่ใช่จัดการสอนเหมือนโรงเรียน

วิธีพัฒนาจังหวะ How to develop Rhythm

๑.  รักษาเวลา  เริ่มสอน ๘.๓๐ น. ก็ต้องเริ่มเวลานี้ตลอด

๒.  สร้างลักษณะนิสัยที่ดี  เช่นถอดรองเท้าไว้หน้าห้อง  การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นรูปแบบ

๓.  การทักทายเด็ก ๆ หลังจากทักทายจะร้องเพลง ๕-๑๐ นาที  เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้น  แล้วมีการเคลื่อนไหว  กล่าวบทกลอนประจำวัน 

ตอนปลายปี  ครูจะเขียนบทกลอนเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กแทนการให้ผลการเรียน  แล้วเด็กก็จะอ่านบทกลอนของตัวเอง  โดยวันจันทร์ให้เด็กที่เกิดวันจันทร์อ่านกลอนของตัวเอง  จากนั้นก็เริ่มบทเรียนหลัก  ทบทวนของเก่า  เริ่มของใหม่  ทบทวนวันนี้  ปล่อยเด็กพัก ๑๐ นาที  หลังจากนั้นเริ่มทานของว่าง  นี่คือจังหวะในแต่ละวัน

  จังหวะในการสอนก็มี  ที่คุณ Paul  ทำตอนเช้าเป็นจังหวะภายในตัวเรา   โดยมือซ้ายให้นิ้วโป้งแตะนิ้วชี้มือขวายกมือเตรียมไว้ในจังหวะที่๑  จังหวะที่ ๒ มือซ้ายนิ้วโป้งแตะนิ้วกลางขณะที่มือขวานิ้วโป้งแตะนิ้วชี้  จังหวะที่ ๓ นิ้วโป้งแตะนิ้วนางขณะที่มือขวานิ้วโป้งแตะนิ้วกลาง  ทำไล่ไปเรื่อย ๆ

อีกตัวอย่างคือ  ล้อมวงให้ทุกคนเดินเข้าในวงกลม ๒ ๓ ๔ ตบมือที่ ๑ ถอยหลัง ๔ ๓ ๒

                                                                               ๑ ๓ ๔ ตบมือที่ ๒ ถอยหลัง ๔ ๓ ๑     

แล้วสำหรับการเรียนการสอนแบบโฮมสกูลนั้น(ในความคิดของครู Benno)  ไม่เห็นด้วย  เพราะการเรียนรู้ของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้แท้จริงเมื่อมีการแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ

ถาม  เราจะช่วยเด็กค้นพบจังหวะได้อย่างไร

ตอบ  จังหวะไม่ใช่เกิดขึ้นในการจัดกิจวัตรประจำวันเท่านั้น  มันต้องก่อให้เกิดขึ้น  เช่น

ร้องเพลง  ไม่ใช่แค่ท่วงทำนอง  เป็นการรู้สึกถึงจังหวะที่อยู่ข้างในของเพลง 

ดนตรี  ยูริธมี  เป็นการป้อนให้เกิดจังหวะก่อขึ้นในตัว

การที่เด็กได้ระบายสี  ก็เป็นวิธีกานโดยตรงส่งเสริมจังหวะ

Form Drawing เน้นการสร้างจังหวะจากการลงมือทำเหมือนกัน

ถาม  เด็กพัฒนาจังหวะเพื่อเชื่อมต่อกับโลกแห่งจิตวิญญาณหรือไม่

ตอบ  สไตเนอร์กล่าวว่า  ช่วงเวลาที่เราเชื่อมกับโลกจิตวิญญาณ  คือช่วงเวลาที่เราลงมือทำ

                                    ช่วงเวลาที่เราห่างไกลกับโลกจิตวิญญาณ  คือ ช่วงเวลาที่เราใช้ความคิด

มันเหมือนแกนกลางที่เราต้องหยอดน้ำมัน  จังหวะเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับความรู้สึก  เป็นตัวเชื่อมระหว่าง thinking กับ willing  แต่มองอีกแง่การคิดก็มีความสัมพันธ์กับ spiritual world  เหมือนกัน  ความคิดมีความสัมพันธ์กับความตาย  การตายเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ  จังหวะสัมพันธ์กับการหายใจเข้าหายใจออก  เราโกรธ เราหิว  เรารู้สึกได้ถึงจังหวะของหัวใจของเราที่เต้นแรงขึ้นกระชั้นขึ้น 

ผู้ปกครองควรสนใจในตัวเด็ก  และโรงเรียนสอนอะไร  แต่การสอนวิชาการควรเป็นหน้าที่ของครูผู้ปกครองควรถามว่า โรงเรียนเป็นอย่างไร  เด็กชอบหรือไม่ชอบ  พ่อแม่ควรช่วยสอนเมือเด็กมาขอความช่วยเหลือโดยพ่อแม่ควรคุยกับครู

จุดประสงค์ในการสอนคือ

เราไม่มุ่งเน้นผลการเรียน  เราเน้นเสริมสร้างการเรียนรู้จังหวะ  ทำให้ผู้ปกครองคิดว่าเด็กไม่รู้วิชาการ  ทำให้ขาดตอนต่อมัธยมไม่ติด

เด็กเรียนจาก doing  แล้ว  feeling  เคลื่อนสู่ thinking (knowing)

 Hand  à Heart à Head

เด็กเรียนรู้โดยลงมือกระทำ à  มีประสบการณ์รู้สึกได้  à  จำได้ไม่มีวันลืม

 

๒๗ เมษายน ๔๗

วิธีเริ่มต้นวัน  โดยการเล่นดนตรี  เป็นการเชื่อมเด็กกับทำนอง  ทำให้เด็กเขามาสู่การเรียน  ใช้วิธีการปลุกร่างกายโดยการตบมือและขยับเท้าขึ้นลง  ท่องบทกลอน Morning เคารพธรรมชาติโดยทำท่าไขว้แขนที่หน้าอก

ชั้น ประถม ๑  เนื้อหาทั้งหมดคือการเคลื่อนไหว  ครูแสดง Finger game ขณะร้องเพลงหรืออาจใช้คำ “หน้าต่าง” ใช้นิ้วทำเป็นรูป □  หรือเล่านิทานแล้วทำมือประกอบ  จากนั้นเด็กกล่าวบทกลอนเกี่ยวกับตัวเองที่ได้รับก่อนปิดภาคเรียน  แล้วจึงเริ่มบทเรียนหลัก

Mathematic

เลขไม่ใช่ตัวแทนจำนวน  จริง ๆ แล้วมีคุณภาพอยู่ในนั้นด้วยมากมาย  จากการที่เด็กมาจากโลกแห่งจิตวิญญาณ  มาสู่โลกเด็กยังเชื่อมต่อกับโลกเบื้องบนด้วยภาพ 

เราจะเริ่มที่เลขหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก  อะไรที่มีเพียงหนึ่งเดียว I นี่คือตัวฉัน  ยืนอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก  เราแทนตัวเลขหนึ่งด้วย I

สำหรับเลขสอง П เรานำเสนอถึงของสองสิ่งที่คู่กัน  เช่นกลางวัน/กลางคือ  พระอาทิตย์/พระจันทร์  ชาย/หญิง

ส่วนเลข ๓  Ш  อาจจะเป็นพ่อแม่ลูก  หรือสามเหลี่ยม  รถสามล้อ

เลข ๔ ШI  ก็เป็น □  หน้าต่าง โต๊ะ

เลขที่เหลือให้ไปคิดเป็นการบ้าน ให้เขียนตัวเลข ๑-๑๒   ซึ่งภาพและตัวเลขที่เราใช้เขียนไม่ได้กำหนดตายตัว  กันว่าจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับกลุ่มและความคิดของแต่ละคน  ครูเลือกใช้เลขโรมันแทนเลขอารบิคเพราะมันเป็นนามธรรมน้อยกว่า  และสำหรับเลข ๔ ครูก็เลือกใช้ ШI  เห็นได้ว่าไม่ได้จำกัดอยู่ที่รูปแบบแต่การสอนเกิดขึ้นเพราะครูต้องการจะนำพาเด็กด้วยวิธีที่เกิดจากครูนั่นเอง  ผู้แปลเสนอว่าการเขียนตัวเลขของจีนก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน  ครูก็ว่านั่นก็ใช้ได้

ครูเล่านิทานหัวแม่มือ  ออกไปผจญภัยในโลกภายนอก  ครูก้าวเดินไปข้างหน้าและถอยหลัง  นับ ๑ ๒ ๓  และย้อนกลับด้วย ๓ ๒ ๑ home 

ให้เด็ก ๆ ช่วยกันคำนวณว่าจะต้องใช้กี่ก้าวเพื่อเดินไปถึงประตู 

ให้เด็ก ๆ ช่วยกันนับเก้าอี้ในห้อง

เวลาจะให้เด็กตอบก็จะใช้วิธีว่า  เด็กที่ใส่เสื้อสีชมพูช่วยตอบสิ

จะมีการเล่นเกมส์กับตัวเลขทุก  ๆ วัน

จุดสำคัญ  ทำให้เด็ก ๆ ตื่นตัว  ทำให้ตื่นทั้งตัวทั้งมือ เท้า ตา และอวัยวะส่วนอื่น ๆ

การกระโดดเชือกเป็นการเสริมจังหวะ  เป็นกิจกรรมที่ดีและเป็นประโยชน์มาก

เราจะใช้จังหวะกับการสอนเลข  อาจเริ่มด้วยคำถามก่อนกระโดดว่า How many I can eat  pancake ?

แล้วพอเด็กกระโดดก็เริ่มนับ ๑ ๒ ๓ ๔…………………  ระหว่างเด็กกระโดดครูต้องพิจารณาการกระโดดของเด็ก  เพราะการกระโดดของเด็กก็สามารถบอก Temperament ของเด็กด้วยโดยธาตุหลัก ๆ ที่ครูแบ่งก็จะเป็น ๔ ธาตุ  (คุณลักษณะของเด็กจะโดดเด่นขึ้นมาก็เมื่อเข้าอายุ ๗ ขวบ  )

เด็กธาตุไฟ Choleric ตั้งใจทำงานมาก  หน้าแดง  ทำงานได้เยอะ  อบอุ่น  แรง  มีพลัง

เด็กธาตุดิน  Melancholic  กลัวคนอื่นจับตามอง  ค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง  ช่างคิดและช่างสังเกต  และไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาด

เด็กธาตุลม Sanguine ความสนใจจะถูกดึงจะสิ่งรอบข้างได้ง่าย  บางทีนับ ๆ อยู่ก็อาจจะเดินออกไปด้านนอก  ครูก็จะคอยเรียกกลับเข้ามา  เขาก็จะอ้อ ! กำลังทำสิ่งนี้อยู่ก็จะกลับมา  เป็นเด็กที่ร่าเริง  มีความสุข  ความสนใจกระจายไปทุกที่

เด็กธาตุน้ำ  Phlegmatic จะเริ่มต้นได้ช้า  ค่อย ๆ ทำใช้เวลานานในการเริ่มแต่พอเริ่มได้แล้วก็จะทำไม่หยุด  ครูต้องคอยบอกให้หยุด  กระจายไปทั่ว  ไม่มีรูปร่าง

เด็กก็จะไม่ได้มีลักษณะเดียวเช่นนี้ไปตลอด  การสังเกตให้เข้าใจในธาตุของเด็กเป็นไปเพื่อให้ครูมองเด็กได้ดีขึ้น  ให้ดูว่าเด็กเป็นอย่างไร  ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร

ตัวอย่างต่อมา

ครูให้เด็กมายืน ๑๑ คน  แล้วให้เด็กคนหนึ่งออกมานับว่ามีทั้งหมดกี่คนเด็กก็จะเริ่มนับ ๑ ๒ ๓ …..๑๑  แล้วก็ให้เด็กคนที่นับเดินออกจากห้องไป  ครูเอาเด็กออกจากแถวที่ยืน ๓ คน  ให้เด็กคนเดิมกลับเข้ามาแล้วถามว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไป  เหลือ ๘ คน หายไป ๓  โดยในเลขเราจะเริ่มจากองค์รวมก่อนคือ มี ๑๑ แล้วเหลือ ๘ หายไป ๓   แล้วค่อยมาสู่ประโยคสัญลักษณ์ 8 = 11-3

ให้เด็กอีกคนออกมานับ  นับ๑ ๒ ๓….๘  บอกว่า ๘ คน  ครูก็ให้เด็กออกไปข้างนอก  แล้วคนเดินเข้ามาเพิ่ม ๓ คนทางด้านซ้าย  อีก ๒ คนด้านขวา  เด็กกลับมาแล้วดูโดยละเอียดแล้วบอกว่าคนที่แปลกหน้ามีใครบ้าง  แล้วก็ค่อยนับจำนวน  ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นของเด็กธาตุดิน ( Melancholic )

 

๒๘ เมษายน ๔๗

กลับมาดูตัวเลขที่ให้เป็นการบ้านคือเลข ๕-๑๒

เลข ๕ เป็น Pentagon

เลข ๖ เป็น  รังผึ้ง  รูป Hexagon   แมลง   มักเกี่ยวกับแสง

เลข ๗ เป็น จักระ(โยคะ)  รุ้ง  สัปดาห์

เลข ๘ เป็นแมงมุม 

เลข ๙ เป็นระยะเวลาตั้งครรภ์ของมารดา

เลข ๑๐ เป็น นิ้วมือ

เลข ๑๑ คิดกันไม่ออก

เลข ๑๒ จำนวนเดือนในหนึ่งปี  ๑๒ ราศี  ๑๒  senses                               

ครูขอว่าอย่าหยุดอยู่ที่เลข ๑๐

ครูทำมือเคลื่อนไหว  มือขวายกมาข้างหน้าเลื่อนในทิศทางขึ้นลง  ขณะที่มือซ้ายหมุนมือเป็นวงกลม   เป็นแบบฝึกหัดเชื่อมโยงซ้ายขวา  คล้ายหน้าต่างเชื่อมโยงโลกกับตัวเรา

การโยนรับถุงถั่ว  จากมือขวาสู่มือซ้าย  จากขวาสู่มือ  หรือจากไหล่ข้างหนึ่งสู่ไหล่อีกข้างหนึ่ง  ทำเพื่อให้เด็กตระหนักรู้ถุงตัวตนของเขา  เชื่อมโยงซ้ายขวา  ตระหนักถึงหน้าหลังซ้ายขวาบนล่าง  ให้รู้จักร่างกายตนเองได้ดี  พิจารณาดูจะพบว่าการกระทำนี้ จะสัมพันธ์กับ Lower senses (Touch,life,movement,balance)

ครูให้นำเมล็ดพืช  หรือลูกแก้วลูกหินที่เตรียมมา ๒๔ ลูก  มาเรียงให้สวยงาม  บางคนเรียงเป็นเส้นตรง  บางคนเรียงเป็นแถว  บางคนเรียงเป็น ๔ แถว  แล้วครูก็เริ่มบอกให้เรียงเป็น  ๖ กลุ่ม  เรียงเป็น ๔ กลุ่ม  แล้วเอาออกไป ๑ กลุ่มแล้วให้นับว่าเหลือเท่าไหร่  ที่สำคัญขอให้เริ่มจากองค์รวมก่อนแล้วค่อยแยก ในรายละเอียด เพราะเด็กมีประสบการณ์เป็นองค์รวมในวัยนี้  ครูให้นับเมล็ด ๑๒ เมล็ดแยกออกเหลือ ๑๒ แล้วให้เด็กหยิบออก ๖ เมล็ด  พบว่าวิธีการนับหรือหยิบเมล็ดของเด็กแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน  บางคนหยิบทีละ ๑ บางคนหยิบทีละ ๒ หรือบางคนหยิบเป็น ๒,๔  ให้เด็กได้ทำเองคิดเอง  เน้นการแก้ปัญหาด้วยตัวเด็กเอง  ต่อมาเราก็ให้เด็กวาดวงกลมแทนจำนวนลงในกระดาษ 

ตัวอย่างบทกลอนในการบวกเลข

One is one alone

Two is one plus one

Three is two plus one and one plus two

ขณะที่ท่องกลอนเราก็จะยกนิ้วประกอบการท่องไปด้วยเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว  โดยผลลัพธ์จะอยู่ที่มือซ้าย  และผล4 is 2×2 and 2×2 is 4

ลัพธ์ซึ่งถือเป็นองค์รวมจะต้องมาก่อน ดังนี้คือ

One is one alone     ยกนิ้วซ้าย ๑ นิ้ว

Two  ยกนิ้วซ้าย ๒ นิ้ว   is one   ยกนิ้วซ้ายเหลือ ๑ นิ้ว plus one  ยกนิ้วขวา ๑ นิ้ว  

Three ยกนิ้วซ้าย ๓ นิ้ว  is two  ยกนิ้วซ้ายเหลือ ๒ นิ้ว plus one ยกนิ้วขวา ๑ นิ้ว and one  ยกมือนิ้ว ๑ นิ้ว  plus two  ยกนิ้วขวา ๒ นิ้ว

ตัวอย่างการท่องสูตรคูณ  ระลึกเสมอว่าให้เริ่มจากองค์รวมก่อนเสมอ

2 is 2×1 and 1×2 is 2

4 is 2×2 and 2×2 is 4

6 is 2×3 and 3×2 is 6

8 is 2×4 and 4×2 is 8

            การสอนสูตรคูณแต่ละแม่ก็ให้นำเสนอดังนี้

            แม่สอง  ให้เริ่มพร้อมกับเคลื่อนไหวคือ ก้าวขาซ้ายนับ ๑ แล้ว ก้าวขาขวาแบบกระเผลกนับ ๒ แล้วก็ซ้าย นับ ๓ ขวากระเผลกนับ ๔ 

            แม่สาม   นับ ๑ ก้าวเท้าซ้ายออกไปด้านข้าง

                        นับ ๒ ก้าวเท้าขวาออกไปด้านข้าง       

                        นับ ๓  กระโดดเท้าชิด

                        นับต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหว

            แม่ห้า    นับ ๑ ก้าวเท้าซ้ายออกไปด้านข้าง

                        นับ ๒ ก้าวเท้าขวาออกไปด้านข้าง

                        นับ ๓ ยกแขนซ้าย

                        นับ ๔ ยกแขนขวา

                        นับ ๕ กระโดดขาชิดแขนแนบลำตัว

ตารางสูตรคูณ  ให้เด็กมีความรู้สึกว่ามีความงามอยู่ในนั้น

ให้เด็ก ๑๐ คนนั่งล้อมวง  ให้เด็กอีก ๑ คนเอาไหมพรมถือแล้วเดินไปยังเลขต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่เพื่อนนั่งอยู่

ในสูตรคูณแม่สองจะได้ภาพดังนี้

 

 

 

 

 

 

        แม่สาม

                                 

            แม่สี่

                                  

            แม่ ๕

                                 

            เด็กธาตุไฟจะมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว  เราช่วยโดยให้เขาม้วนเชือกเก็บแล้วเดินถอยหลัง

            ประถม ๑ เด็กควรนับเลข ๑-๒๔ ได้นับทั้งขึ้นหน้าและถอยหลัง  เขียนตัวเลขได้ + – * / ได้  สูตรคูณได้ถึงแม่ ๕  คิดเลขในใจปลายเทอมได้ถึงแม่ ๑๒  รู้จักเลขตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐๐  ตบมือเดินเคลื่อนไหวคล่อง  เมื่อเด็กเดินไปถึง ๘๔  ถาม How far to ๗๕  เด็กจะเดินถอยหลัง  เด็กจะรู้ว่าเขาอยู่ตรงไหน  เลขใดมากกว่าเลขใด  อาจใช้ table card ช่วย

            ประถม ๒ สูตรคูณได้ครบทั้ง ๑๒ แม่

            + – * / ถึง ๑๐๐  คิดเลขในใจได้คล่อง  ไม่ควรใช้เวลาเกิน ๕ นาที  การคิดเลขในใจเป็นการฝึกความจำ

            เด็ก ๑๒ คนล้อมวงกลมเป็นนาฬิกา

            เที่ยงคืน    แต่งเพลงพระจันทร์  ดวงดาว

            ๖ โมงเช้า  แต่งเพลง พระอาทิตย์

            แต่ละช่วงเวลาสร้างเรื่องหรือแต่งเพลง

            ให้เด็ก ๒ คนมาถือไหมพรมไว้   โดยครูถือปลายอีกด้านของไหมพรมยืนตรงกลางวง  ใช้ไหมพรมเส้นยาวแทนเข็มยาว  เดินไปช้า ๆ  ใช้ไหมพรมเส้นสั้นแทนเข็มสั้น  เดินไปช้ากว่าเข็มยาว 

            สำหรับตาราง ๑๐๐ (table card)    ให้เด็กเขียนทั้งหมดก่อน  แล้วอาจกำหนดตัวเลขให้เด็กหา  เช่นเลข ๑๔   แล้วให้เขาไปวาดหรือเขียนลงตรงตำแหน่งนั้น

            หรืออาจจะกำหนดเป็นรูป  ครูรู้อยู่แล้วว่าตรงกับเลขอะไรบ้าง  ให้เด็กไปที่ช่องนั้นแล้วระบายสีลงไป  ซึ่งเมื่อหาครบก็จะออกมาเป็นรูปภาพ  พยายามทำให้คณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่สนุก

            ประถม ๓ เด็กต้องรู้สูตรคูณถึงแม่ ๑๒ แล้ว ให้แบบฝึกหัดสูตรคูณทุกวัน  เป้าหมายของครูอยู่ที่สูตรคูณ ๑๒ แม่  เพราะในชั้น ประถม ๔  เด็กจะได้เรียนเรื่องเศษส่วน  วิธีทดสอบเด็ก  ครูทำรายชื่อเด็กและสูตรคูณทั้ง ๑๒ แม่  เมื่อเธอพร้อมมาแสดงให้ครูดูว่าแล้ว

            ครูอาจถามว่า   4 คืออะไร   เด็ก ๆ ตอบว่า 2×2

                              14 คืออะไร  เด็ก ๆ ตอบว่า 7×2

                              18/2 ได้เท่าไร  เป็นต้น

            มีวิธีการทดสอบเด็กหลาย ๆ แบบ  ทำเครื่องหมายสวย ๆ ว่าเด็กทำได้แล้วลงในกระดาษรายชื่อ  ให้ระวังอย่าให้เกิดภาวะเด็กแข่งขัน  ตอนเช้า ๕ นาที  ทำเลขคิดในใจ  ผลรวมไม่เกิน ๒๔ เด็กรู้จักเลขถึง ๑๐๐๐  รู้ว่า ๙๙๙ มากกว่า ๘๐๐ เท่าไร  รู้ตำแหน่งของตัวเลข  + – x /  เลข ๓ หลัก  เรียนการทดเลขและขอยืม  การชั่ง ตวง วัด  เริ่มด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  How many feet ?  จากที่ยืนไปถึงประตู  เด็กก้าวเท้าต่อกันได้กี่ก้าว  หรือให้เด็กจับมือกันช่วยกันเดินโดยจับมือให้สุดแขนแล้วสลับกันเดิน  วิธีการเป็นเรื่องที่ปรับใช้ได้  ในการเรียนการชั่งอาจใช้การแทนที่เช่น ข้าว ๑ ถัง  ใช้ใส่ลูกบอลกี่ลูก

            คณิตศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับโลก          

๒๙ เมษายน ๔๗

ย้อนเรื่องเลข  อาจล้อมวงก้าวเดินเข้าและถอยออกพร้อมพูด ๑ ถอย ๑   ๑, ๒ ถอย ๒, ๑  หรือใช้เป็นคำพูด คือ  เดินหน้า “เก้าอี้”  ถอยหลัง ” เก้าอี้”  เดินหน้า “เก้าอี้” “ประตู”  ถอยหลัง “ประตู” “เก้าอี้”

มนุษย์เราไม่ได้มีอักษรเริ่มแรก  เราอยู่ในโลกของภาพ  เราจึงนำมาใช้ในโรงเรียน  เริ่มจากภาพและการเล่าเรื่องราว

ตัวอย่าง  การแนะนำตัวอักษร  W  ครูเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำ  ครูวาดรูปสวยงามใส่ลายละเอียดและสีสัน  (สีสำคัญต่อ Sense of Sight) เด็กทุกคนวาดตาม  แต่งบทกลอนที่เกี่ยวกับน้ำ  วันรุ่งขึ้นนครูจะเปลี่ยนแปลงภาพเล็กน้อย  เช่นเปลี่ยนสีของแม่น้ำ  และครูจะบอกเด็ก ๆ ว่านี่คือแม่น้ำส่วนอื่น ๆ ในภาพที่เราไม่สนใจก็จะลบออกให้เลือน ๆ  ภายในวันนั้นหลังจากทำกิจกรรมอื่น ๆ ครูก็ลบส่วนอื่น ๆ ทั่วไปออก  แล้วทำส่วนที่เป็นคลื่นให้เข็มขึ้น UU แล้วก็เคลื่อนไหวมือเป็นรูปคลื่นกัน  เดินเป็นคลื่น  เราให้เขามีประสบการณ์โดยไม่บอกว่าเราจะสอนตัวอักษร W ครูจะแต่งกลอนให้มีตัวอักษร  W ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้เด็กได้ท่องกลอนหรือร้องเพลงแต่ยังไม่ให้เด็กเขียน  ทำ Form Drawing เป็นคลื่นในช่วงนี้ด้วย

สำหรับตัวอักษรอื่น ๆ ก็จะเริ่มด้วยวิธีนี้เช่นกัน  โดยจะทำกับตัวอักษร ๑๒ ตัวจาก ๒๖ ตัวก็พอ  คือกะประมาณครึ่งหนึ่ง  เด็กก็จะเริ่มอยากเรียนเขียนอ่านกันแล้ว 

ระหว่างที่เราเรียนตัวอักษร W  อาจจะพาเด็กไปที่บ่อทรายให้เขาได้ใช้เท้าลากเป็นคลื่น  หรือแม้แต่ให้เขาใช้เท้าจับสีเทียนเขียนลงบนกระดาษ  ถ้าเด็กถนัดซ้าย  ช่วยให้เขาใช้ข้างขวาให้มากขึ้นเท่าที่ทำได้   โดยไม่บังคับแบบฝึกหัดช่วยให้เด็กใช้มือขวา  เช่นให้เด็กโยนบอลด้วยมือขวา  ให้เด็กเขียนวงกลมในอากาศตามเข็มนาฬิกา  เวลาเราแนะนำตัวอักษร  ให้แต่งกลอนเกี่ยวกับตัวอักษรนั้น  เราอาจจะใช้บทกลอนนี้ในอีกครึ่งปีหลังเพื่อใช้ในการเขียน    อีกแบบคือครูอาจจะให้เด็กจับคู่กันเขียนหลังแล้วทาย  ขอให้ครูพยายามใช้ 12 Senses ในการสอนเด็ก ๆ                    

ประถม ๒ เมื่อเด็กเขียนเป็นคำได้แล้ว  ก็ให้เล่นเกมส์เขียนหลังแล้วทาย  ครูเคยพานักเรียนของครูไปเขียนคลื่นลงบนทรายแล้วพาเด็กเคลื่อนไหวตามเส้นที่วาด   ครูเอาน้ำเทลงบนพื้นเป็นตัวอักษรให้เด็กเคลื่อนตาม  แต่เนื่องจากแดดแรงทำให้รอยน้ำที่มีอยู่เลือนไป   จนรอบหลัง ๆ ไม่เหลือน้ำเลยแต่เด็ก ๆ ก็ยังคงเคลื่อนไหวไปได้  เนื่องจากตัวอักษรเหล่านั้นได้ประทับอยู่ในตัวของเด็กแล้ว

เริ่มเขียนตัวหนังสือบนกระดาษแผ่นใหญ่  ทำเส้นขอบฟ้าในเด็กแทนบรรทัดเวลาเขียน  เท้าเด็กต้องอยู่ที่พื้น  เด็กธาตุลมอาจจะวางเท้าได้ไม่นิ่ง  ให้เอาบอลให้เขาใช้เท้าหนีบไว้  เพื่อให้เด็กตระหนักที่เท้า  แต่ละคำเว้นช่องไฟ  เด็กบางคนสามารถอ่านได้มากกว่ากลอนที่ครูสอนในบทเรียนแล้ว  สำหรับเด็กของเรามักจะแพ้ข้อสอบ  แต่ครู Benno  เองก็มีการทดสอบเด็กเหมือนกัน  โดยครูทดสอบว่าถ้าเด็กได้ยินเสียงตัว  P N R ก็ให้เขียนลงในตาราง  เช่นในประโยค  Peanuts are from 

PN R R
     

 

            ประถม ๒ ครูเขียน FLOW ให้เด็กมองคำแล้วปิด  ให้เด็กเขียนคำที่เห็นหรือครูลบตัวอักษรบางตัวออก  แล้วให้เด็กเขียนเติม

ประถม ๒  การที่เด็กได้เล่นละครคือเด็กมีประสบการณ์กับภาษามากที่สุด  การเขียน  การอ่าน  การกระโดด เคลื่อนไหว  มีประสบการณ์หลากหลายกับภาษาสำคัญ  เสียงพยัญชนะเป้นขอบเขตให้เสียงสระ  สระแสดงออกถึงดวงจิตของเรา  ในDutch มีหลายคำที่ใช้เรียกต้นไม้  เพราะคนต่างชาติกันมีประสบการณ์กับต้นไม้ต่างกัน  สระเป็นตัวบอกว่าเรามีประสบการณ์อย่างไร  เวลาเรามีประสบการณ์กับโลก  เสียงสระสัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกของเรา  สระไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับโลกของวัตถุ

            คุณไม่สามารถสอนเด็กเรื่องสระเหมือนกับสอนพยัญชนะ  พยัญชนะมาจากโลกวัตถุที่จับต้องได้  เราจึงวาดรูปได้  อย่าวาดรูปกับสระ  ให้สอนสระเฉย ๆ แต่เราทำให้สวยงามได้  ตัวอย่างครูแนะนำให้เด็กรู้จักสระด้วยการใช้ดวงดาว 

ประถม ๓ เด็กจะสามารถแยกคำเป็นพยางค์ได้  อาจให้เด็กเคลื่อนไหว 

สอนเครื่องหมายวรรคตอน  การแนะนำเครื่องหมาย  ๓ สัปดาห์  แล้วทิ้งมันไว้แล้วอีกหลายเดือนต่อมาค่อยกลับมา  แต่ละเครื่องหมายก็สร้างบทกลอนและใช้เกมส์และนิทาน

ตัวอย่าง จุด . เราสามารถสร้างมัน  เดินพูดทีละประโยค  พอจบประโยคก็หยุดเดิน

            I am a dot. I am the end of sentence so I am important. If I not be there, the world would complex. Story would not end. Sentence would not end.  เด็กธาตุน้ำเหมาะกับเครื่องหมาย Full stop เด็กจะได้รู้จักหยุด

            เวลาเราสอนเครื่องหมายคำพูด  อาจจะกล่าวนำว่า  สิ่งที่เขียนอยู่ระหว่าฝาแฝด  เป็นเรื่องที่ใครบางคนพูดมาแล้ว 

            เราอาจจะใช้ ประโยคดังนี้เพื่อเปิดการสอนเครื่องหมายคำถาม  Do I put the question? Why?  Where?  Who?  When?

            ในชั้นประถม ๓ เราให้เด็กรับรู้ว่าคำต่างกันมีจุดมุ่งหมายในประโยคที่แตกต่างกัน  เด็กต้องรู้สึกว่าคำมีหน้าที่ต่าง ๆ กัน  เราอาจสอนชนิดของคำ  คำกลุ่มหนึ่งอธิบายคำนามว่าเป็นอย่างไร (คำคุณศัพท์)(Adjective)

            การสอน story of bible ให้หาคนที่เป็นตัวแทนทำสิ่งต่าง ๆ ใช้เรื่องในคัมภีร์ไบเบิล  อดัมเป็นผู้ทำสิ่งต่างๆ แล้วแต่เรื่องที่มีการกระทำขึ้นเรียกกลุ่มคำที่ว่าเป็น กลุ่มของอดัม

            ภาพจากเรื่องเป็น Image  โครงสร้างมาจากโลก  อย่าสอนว่าเป็นคำนาม

            ประถม ๒ เด็กยังเชื่อมต่อกับโลกแห่งจิตวิญญาณ  แต่มาเชื่อมโยงทางโลกมากขึ้น  เด็กจะเริ่มดื้อขึ้น  เรา,เล่าเรื่อง ๒ ลักษณะ  ยุโรปเล่า Sunrise, saint เชื่อมต่อกับความสว่าง เราต้องหาคนลักษณะดังกล่าวในวัฒนธรรมของเรา  คนธรรมดาไม่ใช่เรื่องของเทวดาซึ่งทำความดี  จุดสำคัญคน ๆ นั้นควรมีชีวิตอยู่เมื่อนานมาแล้ว  มีการเสียสละชีวิตของตนเพื่อมนุษยชาติ  อาจให้เด็กเล่นเป็นละคน  good for feeling moving and show themselves to the class  (สำหรับโรงเรียนเราใช้นิทานชาดก)

            ประถม ๒ เริ่มเข้ามาสู่ด้านมือ  เล่าเรื่องสัตว์ด้วย  เล่าในแง่คุณสมบัติของสัตว์  เรื่องราวเหล่านี้คือนิทานอีสป  ที่สำคัญอย่าลงท้ายว่า  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า……………….เด็ดขาด  เพราะไปเน้นในเรื่องของ thinking มากเกินไปสำหรับวัยที่ต้องการ feelingมากกว่า   เด็กในวัย ๗-๑๔ นี้เขาจะใช้ความรู้สึก  ให้เด็กรู้สึกเพลิดเพลินไปกับเรื่องสัตว์  อาจให้เด็กเล่นละครอีสป  เด็กชอบเล่นเป็นสัตว์  ชอบความรู้สึกที่จะเป็นสัตว์ต่าง ๆ  เพราะเด็กก็มีสัตว์อยู่ในดวงจิต (soul) ของเขาอยู่แล้ว

            ประถม ๓ เด็กต้องการคนใครสักคนเพื่อมาดูแล  เด็กต้องการคนนำพาชีวิตเขา  เพราะเขาอาจเฉไฉ  ต้องมีใครคอยบอกว่า  ถึงเวลาเด็กต้องทำการบ้านหรือทำอะไร  เด็กจะตื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ   ความคิดความอ่านเฉียบแหลมขึ้น  รู้ว่าสิ่งใดดี/ไม่ดี  บางครั้งครูต้องสั่งให้หยุด/นั่งลง  ต้องมีใครสักคนเป็นผู้นำชีวิต  ในที่สุดเด็กจะตามครูเอง  เขารักครู

            ในยุโรปเขาจะเล่าเรื่องอิสราเอลเดินทางจากอียิปต์  เดินทางไปยังดินแดนแห่งพันธะสัญญา  เดินทางผ่านทะเลทราย  บางครั้งผู้คนสูญเสียศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า  ต่อผู้นำ  ต่อความดี  การเล่าเรื่อง โมเสส  คนอิสราเอลรักโมเสสเหมือนเด็ก ๆ รักครู

            เราอาจหาเรื่องแบบเดียวกันนี้    เรื่องที่ผู้คนจากถิ่นฐานบ้านเกิด  แล้วมีผู้นำมากลับมา  บางครั้งอาจสูญเสียศรัทธาในความดีไปแต่สุดท้ายก็กลับมา  เรื่องที่เล่าในช่วงนี้เป็นเรื่องในยุคอียิปต์

            ๓๐  เมษายน ๔๗
            จัดบทเรียนหลักประมาณ ๓ สัปดาห์  แต่ละอันมีจุดมุ่งหมาย  ให้เป็นจังหวะ  บทเรียนหลัก  อาจเป็นเลข  ภาษา  เรื่องราวธรรมชาติ  สลับกันไปมีการหยุดสอนเพื่อให้เด็กลือ  ซึ่งระหว่างไม่ได้สอนแต่ละวิชา  อาจมีการทบทวนเล็ก ๆ

            สอนบทเรียนหลัก  ก่อน ๙.๐๐ น-๑๐.๓๐ น.  หลัง ๑๐.๓๐ น. จะไม่มีการสอนอะไรใหม่  เด็กชอบถ้าเรานำสิ่งที่เขาเรียนไปถึงนิ้วมือด้วยการลงมือทำ  หลังจากพักจัดให้มีอีกกิจกรรมหนึ่งประมาณ ๓๐-๔๐ นาที  อาจเป็น Form Drawing, Painting, Eurhythmy, ภาษา ร้องเพลง เป่าขลุ่ย ฯ ลฯ    การเรียนเป่าขลุ่ยอาจเป็นบทเรียนหลักก็ได้ แต่ไม่ใช่เป่าทั้ง ๑.๓๐ ชม.  ต้องแบ่งพัก  เล่นละครอาทิตย์ละ ๓๐ นาที  ประถม ๒ อาจเล่นละคร ชาดกหรือเล่นละครอีสปก็ได้  เด็กชอบเล่นเป็นสัตว์   ชอบที่จะรู้สึกถึงความเป็นสัตว์  They have animal in their soul.

            ประถม ๓ เด็กเล่นละครที่เกิดขึ้นจากคัมภีร์ไบเบิล  ปีละ๑ ครั้ง  เด็กเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ประวัติศาสตร์  ผ่านนิทาน  พืช  สัตว์  เล่าเป็นภาพ   เราให้เขามีประสบการณ์ว่าดอกไม้มีความรู้สึกอย่างไร  ไม่ได้บอกเล่าเกี่ยวกับหน้าที่ต่าง ๆ ของต้นไม้  เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์เติมเข้าไป

            ประถม ๔  เราจะใช้ ๔ สัปดาห์ที่จะกล่าวถึง  อาณาจักรสัตว์

            ประถม ๕ เราจะใช้  ๔ สัปดาห์ที่จะกล่าวถึง  อาณาจักรพืช 

            ประวัติศาสตร์  เรียนในวิธีที่แตกต่างกัน

            ประถม ๓ เราจะเริ่มด้วย  How mankind develop the writing?    ถ้าเราเขียนไม่ได้หรือไม่มีตัวอักษร  เราจะสื่อสารกับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร 

            ครูให้ผู้เข้าอบรมวาดรูป  เพื่ออธิบายสิ่งที่ต้องการเล่า  เป็นการใช้  Imagination Sense เชื่อมกับ  I Sense

            ครูควรจะคิดว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูใช้นั้นใช้ sense อะไร  แต่ไม่จำเป็นต้องทุกกิจกรรม ดูเด็กแต่ละคนด้วยว่าเขาต้องการให้เราช่วยเรื่อง sense ของเขาอย่างไร

            ประถม ๓ ครูวาดรูปภาพสมัยโบราณ  บนกระดานให้เด็กวาดตาม แล้วหลังจากนั้นให้เด็กคิดเรื่องขึ้นเอง  และวาดรูปเอง

            พัฒนาการเขียน 

            เล่าเรื่องàวาดรูปà สมัยบาบิโลเนียนเริ่มมีการประดิษฐ์ตัวอักษร  เกษตรกรรมรุ่งเรือง  มีดินเหนียว  มีธัญพืช  มีการจดบันทึก  จึงใช้วิธีประทับรอยฟางบนดินเหนียว  ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมา  เราจะเล่าเรื่องราวในอดีตจนถึงปัจจุบันที่มีการใช้คอมพิวเตอร์  ชาวบาบิโลนวาดรูป                      แทนปลาเป็นลักษณะเหมือนตอกลิ่มลงไปเป็น   snail-writing   ในเวลาต่อมามีการเปลี่ยนด้านปลา  อาจเป็นเพราะคนเขียนแนวนี้  แต่คนรับอาจรับรูปวาดไปวางอีกแนวหนึ่งก็ได้

            ให้เด็ก ๆ ประทับรอยเช่นนี้ได้  ไม่ต้องเล่าเรื่องอียิปต์ทั้งหมด  อาจเล่าแค่เรื่องฟาโรห์ถูกฝังอยู่ในปีรามิด

            ยุคอียิปต์  มนุษย์มีการประดิษฐ์กระดาษ  และใช้หมึกเขียน  ยุคอียิปต์มนุษย์ตัดรูปที่วาดออกเพื่อย่นเวลาลง    เราอาจสอนตัวอักษรไทยว่ามาได้อย่างไร  ดูความสัมพันธ์กับตัวอักษรไทยกับตัวอักษรอื่นๆ   เราย้อนสมัยโรมัน  โดยเขียนไบเบิลเป็นตัวอักษรแรก  เขียนรูปสวยงามเป็นอักษรตัวใหญ่  ทำอย่างนี้กับเด็ก  เราอาจใช้อะไรก็ได้ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  อาจใช้กระดาษสีทองในการเขียนเพื่อให้เป็นสิ่งพิเศษ   ปัจจุบันในเด็ก ๆ เห็นว่ามีหลายวิธีที่เราใช้เขียนตัวอักษรหนึ่ง ๆ และเขียนได้หลายรูปแบบ  เช่น H, h  , h   ,     เราอาจใช้ขนนก  ชอล์ก ถ่าน(สมัยกรีก)  อาจเขียนบนหนังสัตว์  แนะนำ  การเขียนภาษาต่างประเทศกับเด็ก ๆ เช่นภาษาจีน  ญี่ปุ่น รัสเซีย 

            ประถม ๓ เปิดโอกาสให้เด็กรู้ว่าสมัยโบราณคนทำอะไร  เพื่อให้เด็กลงมาสู่โลกได้ดีขึ้น  เด็กเคารพสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน  เช่น  กระดาษเราอาจจะใช้ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ  แต่ถ้าเราลงมือทำกระดาษเอง  เราจะเห็นคุณค่าและใช้กระดาษด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

            ๓  สัปดาห์สอนเด็กเกี่ยวกับงานบางอย่าง  เราอาจสร้างอะไรบางอย่างจากการตีเหล็กหรือทอผ้า  เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการงาน 

            เมืองไทยมีวัสดุหลายอย่าง ไม้ไผ่ ใบมะพร้าว ฝ้าย

            ครูเคยพาเด็กไปที่ฟาร์ม  ขอขนแกะมาทำความสะอาดโดยใช้เท้าเดินย่ำ  ทำเส้นไหมพรมย้อมสี  วิธีการง่าย ๆ หลาย ๆ วัตถุดิบในการย้อมผ้าเช่นหัวผักกาดแดง 

            งาน ๆ หนึ่งใช้เวลา ๓ สัปดาห์   ประถม ๓ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สอนเด็ก How to build the house? ทำไม  เพราะเป็นงานเก่าแก่และมนุษยชาติต้องการที่ว่างข้างใน  เด็กดึงตัวเองมาสู่ร่างกายและเราสามารถมองออกไปข้างนอก  เด็กปิดกายในดวงจิต  เด็กเริ่มปิดตัวเอง  เริ่มวิพากพิจารณ์  ตอนปลายประถม ๓ เตรียมเด็กก่อนที่เขาจะลงมาสู่โลกอย่างแท้จริง

            เราลองนึกถึงพัฒนาการเด็กทารก  กะโหลกศีรษะปิด  ก็จบพัฒนาการขั้นที่ ๑   ช่วงนั้นเด็กไม่ต้องดื่มนมแม่  เด็กประถม ๓ ก็เช่นกันแต่เป็นทางดวงจิต  มองภาพบ้านมีตัวบ้านและหลังคา  เป็นการปิด  มีระยะห่างระหว่างตัวเองกับโลกภายนอก 

            พูดถึงการสร้างบ้านของชนชาติต่าง ๆ เช่น เอสกิโม  เป็นทั้งประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์  รวมกันเหมือนตัวเด็กที่เป็นหนึ่งเดียวในตัวเขา  ในยุโรปช่วงนี้เราจะให้เด็กถักหมวก

            สังเกตการสร้างบ้านเป็นการรวมหลายอาชีพ  สถาปนิกเขียนแบบบ้าน  ปล่อยให้เด็กเขียนแบบบ้าน  พาเด็กไปเยี่ยมสำนักงานสร้างบ้านก่อสร้าง  หรือไปดูสถาปนิกทำงาน

            เขียนโฆษณาให้เด็กรู้ว่าคนสร้างบ้านไปพบปะกับลูกค้าได้อย่างไร  ใช้วัสดุท้องถิ่นสร้างบ้านกับเด็ก ๆ เมื่อครูไปต่างประเทศ  ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสร้างบ้านด้วยอิฐ  พยายามพาเด็กไปดูการก่อสร้างแบบต่าง ๆ เพื่อเด็ก ๆมีประสบการณ์  แต่งกลอนเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ที่สร้างบ้าน

            ใช้ ๓ สัปดาห์พูดเรื่องการเกษตร  ต้นไม้เติบโตอย่างไร  อาจพาเด็กไปนาข้าว  เล่าย้อนไปในอดีต  คนสมัยโบราณไถนาอย่างไร  ปัจจุบันทำอย่างไร  เขาทำนากันอย่างในในจีน  อัฟริกา  แต่งกลอน/เพลงเกี่ยวกับข้าว  การเก็บเกี่ยวข้าว

อาจมีการทำอาหารด้วยข้าว

            เด็กธาตุดิน  ให้หาเมล็ดข้าวที่หล่นจากนาไปโรงสี

            เด็กธาตุไฟ  ชอบไถนา

            เด็กธาตุน้ำ  ชอบกินในตอนสุดท้าย

            ทางตะวันตก  เด็กทำขนมปังหลาย ๆ วิธี เช่นอาจเป็นการทำแพนเค้ก  ครูก็อาจจะให้เด็ก ๆ สร้างเตาอบเอง  ขอเน้นว่าเราพยายามส่งเสริมให้เด็กเขียนหนังสือด้วยมือขวา  เนื่องจากมือขวาเป็นมือที่เชื่อมโยงกับโลก  มือที่เราหยิบบิ่นอะไรให้กับโลก  เป็นมือที่สร้างสรรค์  ส่วนมือซ้ายเป็นมือที่รับสิ่งต่าง ๆ จากโลก  มีความเกี่ยวข้องกับภาพ  เด็กถนัดซ้ายจะพัฒนาการสร้างภาพได้ดี   เด็กถนัดขวาสัมพันธ์กับภาษาและตัวเลข  ที่เราเรียนรู้อะไรในโลกซึ่งเชื่อมต่อกับโลกด้วย  เด็กถนัดขวาไม่ได้ดีกว่าเด็กถนัดซ้าย  เด็กถนัดซ้ายจะทำงานออกมาในด้านของ Image ได้ดี   เด็กที่ถนัดมือซ้ายแต่ถนัดขาขวาหรือเด็กที่ถนัดมือขวาแต่ถนัดขาซ้าย  (ขอให้ครูใช้วิธีสังเกตอย่างง่ายเช่น ส่งของให้แล้วดูว่าเขารับด้วยมือข้างใด  แล้วรองลากเส้นให้เด็กกระโดดกระต่ายขาเดียวหรือดูตอนเด็กขึ้นลงบันไดว่าเขาก้าวด้วยเท้าใดก่อน)  เด็กต้องการความช่วยเหลือทางด้านสมดุล   เนื่องจากสมดุลของเด็กไม่ดี  พยายามให้เด็กใช้มือขวา  ถ้าเด็กถนัดมือซ้าย  ตาซ้าย  หูซ้าย  ขาก็ซ้ายด้วย  เด็กสามารถเรียนรู้ได้  ไม่ใช่ปัญหา  แต่เด็กที่ถนัดซ้ายทำงานอะไรก็จะออกมาจาก Image  มากกว่า Form  การที่ครูรับรู้ว่าเขาถนัดด้านใด  จะช่วยการเรียนของเด็กได้   ในเด็กที่ถนัดซ้ายแม้แต่ในการเรียนเลขเขาก็จะเห็นเป็นภาพมากกว่าตัวเลข  เช่นพูดถึงเลข ๓ เด็กก็อาจจะนึกถึงหลังคาบ้านมากกว่าจะนึกถึงสัญลักษณ์เลข ๓ และยากสำหรับเด็กที่จะเขียนออกมาเป็นถ้อยคำหรือประโยคสัญลักษณ์  เพราะต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากขึ้น  และเขาจะมีความเป็นศิลปินมาก

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s