Extra Lesson “บันทึกคำบรรยายครู Gea Van Meurs” ตอนที่ 3


เอกสารบันทึกคำบรรยายฉบับนี้ได้จากโรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ(ไม่ทราบชื่อผู้บันทึก) โดยเป็นบันทึกคำบรรยายเกี่ยวกับ  Extra Lesson ซึ่งเป็นบทเรียนที่ใช้สำหรับจัดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มเติมกับเด็กที่อาจมีปัญหาพิเศษเฉพาะตัว  โดยบันทึกไว้เป็น4ตอน จะได้ทยอยนำลงเป็นตอนๆไป

 

Extra Lesson – ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๘/๔/๔๗

บันทึกคำบรรยายครู Gea Van Meur


X = clap O = stamp

X    –        –        –        –        –        O

X    X       –        –        –        O       O

X    X       X       –      O       O       O

X    X       X      X      O       O       O

X    X       X     X     X     O       O

X    X     X     X     X     X     O

X  X     X     X     X     X     X

O    X     X     X     X     X     X

O    O       X     X     X     X       X

O    O       O       X     X       X       X

O    O       O      –        X       X       X

O    O      –       –        –       X       X

O       –    –       –        –       –        X

เป็นแบบฝึกที่ดีมากสำหรับเด็กที่มีสมาธิจดจ่อถึงการตบมือและเท้า เราจะทำงานเกี่ยวกับสัมผัสเหล่านี้ด้วย  เวลาที่เกิดนั้นร่างกายยังไม่ประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน พลังชีวิต( Etheric) จะทำงานได้ครบด้วนเมื่อ ๗ ปีไปแล้ว 

Touch senseเมื่อเด็กจับสิ่งของเด็กไม่ได้คิดว่าแข็งหรือนุ่ม  เด็กประทับไว้ในความรู้สึก  และรู้สึกถึงสภาพแวดล้อมด้วย  เด็กยืนขึ้นมาได้ครั้งแรก  เด็กสัมผัสความรู้สึกรอบ ๆ ตัว  บางคนยืนอย่างไม่มั่นคง Touch สำหรับเด็กรวมไปถึงภาวะแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเขาด้วย

 Life sense เวลาที่เด็กรู้สึกหิว  เปียก  ก็เป็นส่วนของการพัฒนาด้วย  ถ้าเด็กทารกถูกปล่อยอยู่ที่บ้านไม่มีแม่  การพัฒนาสัมผัสนี้ก็ไม่ดีนัก  เด็กที่ถูกขอมาเลี้ยงตอน ๒-๓ ขวบ  ยังไม่สามารถจะเชื่อมโยงกับพ่อแม่อุปถัมภ์ได้  เพราะ Sense of life ผ่านการพัฒนาไปแล้ว

Balance ถ้าเด็กมีปัญหาแม้กระทั่ง เด็ก ๗ ขวบก็ยังไม่สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง  ผู้ใหญ่จะเป็นคนที่ดูแลและบอกปัญหาได้ว่า  เด็กจังพร่องอยู่  ในเราที่เป็นผู้ใหญ่จะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่าง  เด็กที่ได้รับการดูแลสัมผัสนี้อย่างดี  กับเด็กที่ไม่ได้พัฒนาสัมผัสเลย  การที่เด็กกระโดดลงมาไม่ตรงเป้าครูรู้ได้แต่เด็กเองเขาจะไม่รู้ว่าเขาขาด Balance Sense

Movement  ถ้าเด็กมีปัญหาการเคลื่อนไหวครูต้องคอยดูและรับรู้ว่าควรจะช่วยเหลือเขาอย่างไรบ้าง  ถ้าเด็กมีปัญหาด้านการเรียน  เราไม่ควรจะดูแค่ว่าจะแก้ปัญหาการเรียนการอ่านนั้นอย่างไร  แต่ควรจะไปดูว่าจะช่วยเหลือให้เขาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไรจะดีกว่า

เด็กในปัจจุบันต้องการครูทั้ง ๒ ด้าน  คือการอ่านเขียนและช่วยให้เขารู้จักร่างกายและการเคลื่อนไหวผ่านสัมผัสต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์  แต่กระนั้นก็ตามเด็กที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว  แล้วครูช่วยเขาผ่านพ้นไปด้วยการฝึกใช้ถุงถั่วหรือเดินบนคานทรงตัว  แล้วเด็กสามารถอ่านออกเขียนได้แล้ว  แต่ก็อาจจะไม่สามารถช่วยให้เขามีความสุขขึ้นมาได้ก็ได้

แบบฝึกหัดสำหรับเด็กที่ไม่สามารถอ่านได้  มีปัญหาเรื่องการทรงตัวและการเคลื่อนไหว  ครูเขียนเสียงของคำที่ต้องการฝึกบนกระดานแล้ววงกลมล้อมไว้ i   ie เริ่มฝึกโดยการให้เด็กปาถุงถั่วใส่กระดานให้ตรงกับเสียงที่ครูออก  อีกวิธีคือiie  แล้วให้เด็กเดินหน้าและถอยหลังเป็นวงกลมล้อมตัวอักษรที่ครูออกเสียง  หรือให้เด็กเดินหน้าขณะที่ออกเสียงนั้นแล้วเอามือมาตบลงบนกระดานในตำแหน่งของเสียงดังกล่าว  การเดินหน้าและถอยหลังจะช่วยในเรื่องของเทศะ

เด็กที่มีปัญหาในเรื่องของความจำต้องให้เด็กท่องไปและท่องกลับ  เช่นสูตรคูณ

ตัวอย่างของเด็กที่มีปัญหาความจำของครูคือเด็กอายุ ๑๖ ปี  คนอื่นว่าเขาโง่  ครูอ่านไบเบิลให้เด็กฟัง  ที่เลือกกลอนบทดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องคำ  แต่เพื่อนำจิตสำนึกลงมายังเด็ก (consciousness)  ให้เด็กอ่านกลอนติดต่อกัน I am a world  world a am I  นานถึง ๖ เดือน  เด็กมีความจำเท่าเทียมกับเด็กปกติอื่น ๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ 

ไม่ใช่เฉพาะแบบฝึกหัดแต่เป็นที่ความเชื่อมั่นของครูว่าเด็กจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น  ครูต้องเชื่อมั่นและศรัทธาว่าสิ่งนี้จะช่วยเด็กได้  ครูเป็นส่วนเสริมเท่านั้น

ครูสอนแบบฝึกถ้าเธออยากจะไปเที่ยวชมโลกงาม  ให้เท้า ๒ เข่า ๒ ศอก ๒ หน้าผาก ๑

ครูให้เราไปหาดูว่าสิ่งที่เรามีอยู่เราจะสามารถเอามาใช้ได้หรือไม่

ครูเล่าถึงเด็กที่มีปัญหาเรื่องสมมาตร(symmetry)  เด็กทารกที่เริ่มคลานแบบไม่สลับซ้ายขวาเหมือนกับช้างเวลาเดิน  ช้างจะก้าวเท้าหน้าและหลังไปด้านเดียวกัน เด็ก ๖-๗ ขวบเด็กสมมาตรเกินไปเวลาที่เด็กรับถุงถั่วด้วยมือข้างเดียวแล้วอีกข้างหนึ่งกำมือแน่นหรือขาข้างหนึ่งเกร็งและอีกข้างผ่อนคลาย  หรือการที่เขารับถุงถั่วแล้วเด็กอ้าปากเหมือนงับอากาศก็ไม่ดี  ให้ย้อนกลับไปทำ exercise  ๒ ข้างให้เพียงพอ

  เด็ก ๓-๔ ขวบ  จะถนัดซ้ายขวาพอ ๆ กัน   เมื่อเด็ก ๖ ขวบจะเริ่มพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งชัดเจน  พอเด็ก ๖ ขวบเราจะเริ่มต้นให้เด็กทำอะไรด้วยมือทั้ง ๒ ข้าง  เพราะเราต้องการจะเติมประสบการณ์ส่วนที่ขาดหายไปเข้าไปใหม่

ตัวอย่างแบบฝึกหัด

๑ .ครูเริ่มต้นด้วยการกระโดดท่ากบ  แล้วเล่นเป็นเกมส์ให้มีคนไล่กบบางตัวออกไป  เด็กที่มีปัญหาหน่อยครูก็จะให้เขาอยู่นานหน่อย

๒. กระโดดตบในทางเดียวกัน

๓. โยกเยกเหมือนพายเรือ

๔. นอนคู้คนเดียว

๕. โยนถุงถั่ว ๒ มือพร้อมกัน โยนขึ้นลง  สลับด้านหลังแล้วโยน  หมุนแล้วโยน

๖. หัวและไหล่และเข่าและเท้า  Head shoulders knees and toes 

แล้วก็หยุดร้อง Head  แต่ท่าทางยังคงดำเนินไป  ท่อนต่อไปก็หยุดทั้ง Head shoulders ท่อนต่อไปก็หยุดมากขึ้น  แล้วก็ไปเรื่อยจนเงียบทั้งเพลงแต่ท่าทางก็ทำ 

๗. ดักแด้

๘. ลากจากบนลงล่างพร้อม ๆ กัน  แล้วเพิ่มเป็นลากเส้นตรงด้วยมือข้างหนึ่ง  อีกข้างวาดวงกลม

๙. กิจกรรมที่ทำด้วยมือ ๒ ด้านพร้อม ๆ กัน  เช่นให้เช็ดกระดานพร้อมกันทั้งมือซ้ายและมือขวา

๑๐. ลอดบอลเข้าประตู

๑๑. คอมมานโด  คือถ้ามีคำว่าคอมมานโดก็ให้ทำตาม  แต่ไม่มีก็ไม่ต้องทำ

๑๒. กระบองทองแดง การให้และรับจะช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วย

๑๓. ม้วนหน้า

๑๔. walk foot by foot on the line  ยากอาจจะต้องเริ่มจากง่าย ๆ ก่อน

๑๕. เดินบนคานทรงตัว  เริ่มโดยวางเชือกให้เด็กเดินเป็นเส้นตรง  และวางกระดานเตี้ย ๆ ตรงกลางแตะพื้น  ยกสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณศอก  เด็กมีปัญหาทรงตัวและสัมผัส  ใช้เชื้อกเส้นใหญ่วางที่พื้น  ให้เด็กเดินเท้าเปล่าสัมผัสเชือกได้  ครูคอยอยู่ใกล้ ๆ ช่วยจับ

๑๖. ใช้นิ้วเท้าเก็บของ เขียนหนังสือโดยใช้นิ้วเท้า

เวลาที่เราคิดว่าเด็กมีปัญหาอะไรแล้วเราพยายามจะช่วยเขา  ก็ขอให้เป็นไปโดยไม่มากเกินไป  ขอให้มีความพอดี

แบบฝึกหัดสำหรับ Sense of Touch  เด็กบางคนไม่ชอบให้สัมผัส  เช่นไม่ชอบเวลาที่ครูจับศีรษะ  ไหล่หรือมือ  หรือจับดินแล้วทำท่าแหยง ๆ แสดงว่ามีปัญหาในเรื่องของ Sense of Touch

๑.      เอาโฟมโกนหนวดละเลง  แล้วให้เด็กเขียนลงบนโฟมนั้น  เขาอยากจะเขียนอะไรก็ได้

๒.      ให้เด็กได้เล่นน้ำสบู่  จะช่วยทั้งเรื่องของtouch และกลิ่นจากสบู่ที่หอมก็จะพัฒนา Smell Sense

๓.      ถุงผ้าใส่ของสารพัดแล้วให้เด็กจับ  แล้วก็อาจจะมีการลองทายดู  ปิดตาหรือคลุมผ้าแล้วทายเพื่อพัฒนาสัมผัสนี้

การปิดตาคลำของหรือสร้างเสียงจะได้เรื่องของ เทศะ (space)ด้วย

คำถามคือเด็กควรจะไปพบครูบำบัดบ่อยแค่ไหน 

ตอบ สัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๑/๒ ชั่วโมง  ทำครั้งละ ๑ คนเท่านั้น  เริ่มตั้งแต่เช้า  เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน  ต้องดูธาตุเจ้าเรือนของเขาด้วย  เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีวิธีการดูและไม่เหมือนกัน  ครูต้องมีความชัดเจนว่ากิจกรรมที่ทำคืออะไร  ครูตั้งใจจะช่วยเด็กในเรื่องอะไร  ความตระหนักรู้เป็นเรื่องสำคัญ  เพราะเด็กเรียนรู้จากครูผ่านวิธีการปฏิบัติและท่าทีของครูด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s