อนุบาลวอลดอร์ฟ ปฐมบทแห่งการเรียนรู้


บทความวิชาการที่รวบรวมจากหลายแหล่งที่มาและจะทยอยนำลงเป็นระยะ

โดย อลิซาเบธ กลูนีเลียส ผู้แปล จันทร์เพ็ญ พันธ์โอสถ เรียบเรียงสรุป อุษา ถนอมพงษ์พันธ์

gr1_sm

            เด็กเล็กเรียนรู้ด้วยการรับเอาทุกสิ่งที่แวดล้อม จากการได้ยิน ได้เห็น ลิ้มรส จับต้อง สูดดมกลิ่น เสียงที่นุ่มนวล กลมกลืนไพเราะเสนาะหู ส่งความประทับใจไปสู่ระบบหายใจ ดวงตาที่สัมผัสสีสันอันงดงาม ละมุนละไม ส่งความประทับใจสู่ประสาทสัมผัสชั้นใน กลิ่นที่หอมสะอาดตามธรรมชาติ กลิ่นอาหาร ฯลฯ ที่ไม่รุนแรงส่งความประทับใจสู่ความพึงพอใจ เสียงที่เล่าเรื่องราวบรรยายเทพนิยาย ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ใจ เด็กซึมซับน้ำเสียงท่าทางประกอบ ทัศนคติ ความเข้าใจ ทั้งหมดจากการเล่าซ้ำๆ ารให้การศึกษาเด็ก คือการทำให้สัญชาตญาณตามธรรมชาติคงความละเอียดอ่อนได้ตลอดไป ครูอนุบาลและผู้ปกครองจะต้องเข้าใจกฎธรรมชาติของการพัฒนาเด็ก และเข้าใจกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กปฐมวัย ถ้าให้ผู้ใหญ่ทำงานชิ้นหนึ่ง เราต้องเริ่มจาก

  • – เสนอ CONCEPT กระตุ้นความคิด THINKING
  • – จูงใจ กระตุ้นความรู้สึก FEELING
  • – ส่งเสริมการลงมือทำ กระตุ้นความมุ่งมั่น WILLING

เพราะผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนานมาสนับสนุนความคิด แต่หากเราใช้วิธีนี้คือให้เด็กคิดจะไม่ได้ผล แต่สิ่งที่เราเห็นบ่อยๆ คือการที่เด็กยืนมอง สังเกตสิ่งที่สนใจเป็นเวลานาน แล้วไปเลียนแบบด้วยความรู้สึกส่วนตัวต่อการกระทำนั้น ความต้องการเข้าใจสิ่งที่เห็น ก่อตัวมโนคติ หนูหัดทำอะไรไม่ต้องให้ใครมาสอนด้วยการอธิบาย แค่ดูคนอื่นหนูก็ทำเป็นแล้ว เด็กเดิน และพูดได้ด้วยวิธีนี้ เด็กเฝ้าดูช่างไม้ตอกตะปูลงบนกระดาน เด็กเล่นช่างไม้ ตอกตะปูของเด็กเอง โดยถอดอากัปกิริยาของช่างไม้มาด้วย เด็กไม่สามารถบรรยายรายละเอียดเหล่านี้ออกมา แต่เล่นและแสดงออกมาให้เราเห็น ผู้ใหญ่ชอบประเมินลูกจากคำพูดเพียงอย่างเดียวไม่คอยจะสังเกตเงียบๆ พรสวรรค์ในการเลียนแบบที่ลงลึกถึงความเอาการเอางาน ตึงเครียด ผ่อนคลาย ทักษะการตอก อากัปกิริยา ภูมิหลังความเป็นมนุษย์ สามารถมีในเด็กเล็กๆ แต่เมื่อเข้าสู่วัยเรียนไม่นานก็จะสูญหายไป ฉะนั้นประสิทธิภาพสูงสุดในการให้การศึกษาปฐมวัย คือ เปิดโอกาสให้เด็กเลียนแบบโดยให้แบบอย่างที่ดีแก่เด็ก โดยเข้าใจพื้นฐานของความเป็นเด็กดังต่อไปนี้

  • – ให้กระบวนการเรียนรู้อย่างเสรี เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์มากที่สุด
  • – ทุกสิ่งที่เด็กพบจะโดดเด่นในสายตาเด็ก การที่เด็กได้สัมผัสโดยตรงมีอิทธิพลกระตุ้นความนึกคิดเด็กสูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า
  • – เด็กเล็กเปราะบางตกใจง่าย การคัดค้านอย่างดุดัน การใช้เสียงเชิงบังคับ ปฏิกิริยาอันฉับไวในการปฏิเสธและแก้ไขสิ่งที่เด็กทำ อาจบั่นทอนพลังในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามวิธีการของเด็กๆ ผู้ใหญ่ควรเห็นอกเห็นใจ เข้าใจเด็กมากๆ เท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กเบ่งบาน
  • – ละเว้นการแทรกแซง เด็กกำลังเลียนแบบ เพื่อศึกษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว เด็กไม่ชอบถูกสั่ง แต่กลับนำมาทำเองจากแรงผลักดันที่อยากเลียนแบบ เราไม่ควรไปขัดขวางการแสวงหาประสบการณ์ด้วยวิธีเลียนแบบของเด็ก เด็กต้องใช้เวลาอดทน รอคอย แต่ผลตอบแทนก็คุ้มค่า
  • ผู้ใหญ่เห็นอะไรจะเกิดความคิดขึ้นทันที แต่เด็กเห็นอะไรจะเกิดความมุ่งมั่นและกระทำ การเล่นของเด็กเท่ากับการคิดของผู้ใหญ่ ในฐานะพ่อแม่และครู ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เด็กทำสิ่งที่เราต้องการ แต่ให้มั่นใจว่าเด็กมีแรงผลักดันที่จะเลียนแบบ และรับเอาแบบจากเรามาเป็นของตนเอง เด็กจะมีระเบียบวินัย และเอาใจใส่ผู้อื่นหากเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้น เด็กกลับจะต่อต้านหากระเบียบเป็นแค่พูดอย่างทำอย่าง ในการศึกษาก่อนวัยเรียนเราจะต้องแปลเนื้อหาจากความคิด เป็นการกระทำทุกอย่างให้เด็กพัฒนาจุดมุ่งหมายและวิธีคิดที่ชัดเจนขึ้นมา เราจะไม่เร่งให้เด็กแสดงความคิด แต่จัดให้เด็กได้เห็นการกระทำที่มีคุณลักษณะดังกล่าวผสมผสานอยู่ การสังเกต ซึมซับ จำลองการกระทำดังกล่าวขึ้นมาใหม่โดยการเลียนแบบจะถ่ายทอดความชัดเจน ความเป็นเหตุเป็นผลแก่เด็กอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคำสอนใดๆ เด็กจะเลียนแบบความซื่อตรง และความสัตย์จริง ด้วยวิธีการเดียวกัน เราไม่ต้องอธิบายคุณสมบัตินี้แก่เด็ก เด็กจะซึมซับหากมีคุณสมบัตินี้แพร่กระจายรอบตัวเด็ก
  • – การนำเด็กเข้าสู่กิจกรรม เกิดจากเห็นคนอื่นทำต่อหน้า ก่อนเริ่มปั้นดินเหนียว ต้องเห็นว่าเอาดินเหนียวมาทำอย่างไร ก่อนระบายสี ต้องเห็นผู้ใหญ่จับพู่กันจุ่มสี แต้มบนกระดาษ การที่เด็กเฝ้าดูกิจกรรม เด็กจะเกิดความรู้สึกอยากลงมือทำ
  • – เราต้องการให้เด็กมีสติปัญญาเฉียบแหลม ไหวพริบของเด็กจะเบ่งบานหากเราใส่ใจพิถีพิถันต่อขั้นตอนต่างๆ ซึ่งจะพัฒนาสมองไปสู่ความเฉลียวฉลาด เปิดโอกาสให้เด็กทำความเข้าใจกับชีวิตไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีของเด็กผ่านการกระทำ ผลรวมประสบการณ์จะแปรเป็น จินตนาการ การคิดวินิจฉัยด้วยปัญญา มโนคติและวิจารณญาณ ซึ่งพัฒนาตามลำดับ ซึ่งจะมีคุณภาพต่างจากบอกความรู้สำเร็จรูปแก่เด็ก หรือกระตุ้นสติปัญญาก่อนวัยอันควร ความรู้รวบยอดที่พัฒนาขึ้นมานี้จะผนึกแนบแน่นเป็นส่วนหนึ่งของเด็ก แต่ความรู้ที่อัดเข้าจากภายนอกนั้น จะเป็นสัมภาระที่หนักอึ้งสำหรับเด็ก และลืมได้โดยง่าย การศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟจะปกป้องวัยเด็ก และพุ่งความสนใจไปยังผลดีที่ส่งผลไปตลอดชีวิตมากกว่าผลที่เห็นทันทีแต่ไม่ยั่งยืนแต่อย่างไร
  • – ปัญหาพฤติกรรม แรงผลักดันในการทำลาย และทำร้ายร่างกายมักมีสาเหตุจากการเร่งรัดสติปัญญาก่อนวัย คือการใช้เหตุผล การวินิจฉัย และการวิพากษ์วิจารณ์แบบผู้ใหญ่ เด็กจะเกิดการต่อต้านด้วยการเรียกร้องความสนใจ และแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

เราจึงต้องหลีกเลี่ยงการกระตุ้นสติปัญญาเกินพอดี การดูโทรทัศน์จะนำความฝังใจอย่างแรงกล้ามาสู่เด็กก่อนวัยเรียนทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจความเป็นจริงง่ายๆ ขั้นพื้นฐานของชีวิตตามวิถีทางของเด็กเอง

การส่งเสริมความคิดริเริ่ม และความต้องการเล่นตามลำพัง หรือกับเด็กอื่น การจัดกิจกรรมอย่างมีศิลปะ การเล่านิทาน มักจะประสบความก้าวหน้าในการปรับปรุงพฤติกรรมเด็ก เด็กที่ยังอยู่ในโลกของตัวเองเหมือนฝัน จะเกิดความมั่นคงอุ่นใจควบคุมตัวเองได้ดีมีพฤติกรรมและอารมณ์ดี

การศึกษาที่เน้นการเลียนแบบ เป็นทางสายกลางไม่แทรกแซงพัฒนาการเด็ก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้เด็กเตลิดจนไร้ขอบเขต แรงผลักดันในการเลียนแบบนี้จะเกิดขึ้นจากตัวเด็กเอง

 กิจกรรมเนอสเซอรี่และอนุบาล

จัดกิจกรรมให้สมดุลระหว่างเล่นอิสระที่เด็กได้ใช้ความคิดริเริ่มของตัวเองกับกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งเด็กทั้งหมดมีส่วนร่วม

หากไม่มีการเล่นอิสระ ก็จะบกพร่องในการพัฒนาความคิดริเริ่มของเด็กเอง

หากไม่มีกิจกรรมกลุ่ม ก็จะนำไปสู่ภาวะสุดขั้วในทางตรงกันข้าม คือเด็กจะยึดติดตัวเองมากไป ขาดประสบการณ์อันสนุกสนานจากการรวมกลุ่ม ขาดทักษะทางสังคม

กิจกรรมกลุ่มและการเล่นอิสระจะเกื้อหนุนกันและกัน เช่นครูนำกลุ่มเด็กๆ ไปเดินเล่น เด็กไปยืนดูคนสวน ช่างไม้ ชาวไร่ทำงาน เด็กถ่ายทอดภาพประทับใจ นำมาเลียนแบบในการเล่นอิสระ ยิ่งมีภาพประทับใจมากเท่าใดก็จะทำให้การเล่นอิสระมีรสชาติยิ่งขึ้น ขณะที่ครูสังเกตว่าเด็กฝังใจเรื่องใด จากการที่เด็กนำกิจกรรมนั้นมาเล่นอิสระ ครูก็สามารถวางแผนกิจกรรมกลุ่มให้เกิดสภาวะกลมกลืน เพื่อให้ประทับใจเด็กๆ กิจกรรมสีน้ำ การระบายสีน้ำเพื่อให้เด็กมีโอกาสค้นคว้าเรื่องสี สัมผัสด้วยตัวเองเห็นสีใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมี 2 หรือ 3 สีไหลมาพบกัน ขณะที่สีต่างๆ ที่เด็กเห็นรอบตัว ในเสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ตามถนนหนทาง เป็นสีสำเร็จรูป เมื่อเด็กระบายสีน้ำเท่านั้นที่เด็กจะเห็นการเกิดสีผสมขึ้น มีอยู่ 3 สี ที่เด็กไม่สามารถผสมขึ้นมาได้ คือ แดง น้ำเงิน เหลือง (สีปฐมภูมิ) ครูจึงแจก 3 สีนี้แก่เด็ก ส่วนสีอื่นๆ ทุกสีเด็กผสมจาก 3 สีนี้ได้ เราไม่สอนทฤษฎีใดๆ แก่เด็ก แต่เราตระเตรียมวัสดุต่างๆ ให้ ขั้นตอนมีดังนี้

  • – ตระเตรียมอุปกรณ์ (เร้าใจให้เกิดความอยากใช้)
  • – เด็กมาถึงเห็นครูกำลังผสมสีลงในถ้วยแก้ว เติมน้ำลงในปริมาณที่เหมาะสม ใช้พู่กันคนส่วนผสม
  • – เด็กดูแล้วก็เกิดความรู้สึกอยากเตรียมอยากผสมสีเองบ้าง
  • – โต๊ะจะวางอยู่ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องเข้าด้านซ้าย ตกลงบนกระดาษพอดี
  • – แจกกระดาษคนละแผ่น เด็กแต่ละคนนำไปจุ่มน้ำเพื่อป้องกันกระดาษย่นเวลาระบายสีน้ำลงไป นำมาวางบนแผ่นรองใช้ฟองน้ำเช็ดให้เรียบ
  • – เด็กโต 2 – 3 คนจะนำถ้วยสีไปแจก ตรวจดูให้ทุกคนได้รับสีครบ 3 สีและถ้วยน้ำอีกใบ
  • – ครูร้องเพลงนำเข้าสู่กิจกรรม เด็กจุ่มพู่กันลงในแก้วน้ำ ปาดให้แห้ง และจุ่มสีปาดไม่ให้สีเยิ้มเกินไป และแต่งแต้มไปทั่วกระดาษ
  • – ไม่ควรถามว่าวาดรูปอะไร จะระบายไปเงียบๆ ด้วยความตั้งใจประมาณ 15 นาที เด็กโตอาจขอคำแนะนำ ครูไม่ควรปฏิเสธ แต่เด็กอนุบาลอยากหาประสบการณ์จากความริเริ่มของตนทั้งหมด
  • – การกำหนดหัวข้อให้เด็กวาด เป็นการก้าวข้ามขั้นตอนไปสู่ตอนที่สองเป็นการกระตุ้นสติปัญญา เด็กบางคนอาจจะใช้สีเดียวไปสักระยะก่อนจะใช้สีที่ 2 และ3 เมื่อผสมสีเกิดสีต่างๆ ขึ้น จะก่อให้เกิดความประหลาดใจอย่างเด่นชัด
  • – เมื่อระบายสีเสร็จ จะไม่มีการวิจารณ์ ครูแสดงความยินดี คุยเกี่ยวกับสีใหม่ๆ ที่เกิด ไม่ใช่วิจารณ์ผลงาน นำกระดาษไปตาก แห้งแล้วเก็บรวบรวมไว้
  • ให้เด็กมีโอกาสดูจิตรกรอาชีพทำงานเป็นครั้งคราว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการวาดภาพ อาจจะเป็นตอนสำคัญในนิทาน หรือเกี่ยวกับฤดูกาลในรอบปี จะยิ่งก่อประโยชน์เป็นทวีคูณ หากภาพนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก สีสันอันเรืองรองจะปลุกเร้าจินตนาการเด็กได้ดีมาก
  • – ควรให้เด็กระบายพร้อมกัน จะได้มีความเงียบจากการใช้สมาธิทั้งกลุ่ม เด็กยังได้ตระเตรียมอุปกรณ์พร้อมกันด้วย

 

กิจกรรมกลุ่มปั้นดินเหนียว

  • – เก็บดินเหนียวในภาชนะดินเผา คลุมด้วยผ้าเปียก หุ้มพลาสติกอีกชั้นควรมีภาชนะใส่ดินเหนียวสองใบ ใบหนึ่งสำหรับใส่ดินพร้อมนำไปใช้เลย ก่อนวันปั้นให้ตรวจดูว่าดินหนืดพอเหมาะ ถ้าแห้งก็เติมน้ำลงไปอีก คลุมด้วยผ้าเปียกตามเดิม ทิ้งค้างคืน
  • – เลื่อนโต๊ะต่อเรียงกันปูผ้าพลาสติกผืนใหญ่คลุมไว้ แจกกระดาน วางดินเหนียวลงบนกระดานแต่ละแผ่น
  • – ครูปั้นด้วย เพื่อได้เห็นว่าทำอย่างไร เด็กๆ อยากได้และเล่นกับสัตว์ที่ปั้น เด็กมีอิสระที่จะดูครูทำ หรือทำตามแรงบันดาลใจของตัวเอง
  • – ไม่วิจารณ์ผลงานแต่ละคน แต่จะนำไปวางบนหิ้งตลอดช่วงเวลาที่เหลือ หลังจากเด็กกลับ ครูจะเลือกผลงานบางชิ้นมาเก็บ ที่เหลือเก็บอยู่ในภาชนะดินเผาตามเดิม

กิจกรรมนิทาน

                บรรยากาศที่รายล้อมการเล่าและการฟังมีความสำคัญพอๆ กับเนื้อหาของนิทาน การเล่าปากเปล่าเหมาะสมกว่าการอ่านจากหนังสือ แต่สำหรับเด็กเล็กอาจเล่าโดยใช้หนังสือภาพ เวลาเล่าให้เด็กเนอสเซอรี่และอนุบาลฟัง จุดที่ต้องเน้นคือ ตัวละครกำลังทำอะไร เวลาเล่าต้องเล่าให้เห็นภาพชัดเจน มีรายละเอียดเพียงพอที่จะปลุกเร้าจินตนาการเด็ก แต่ต้องไม่เร็วเกินความจำเป็น เมื่อนิทานเล่าถึง พงหนามที่แยกตัวออกเป็นช่องให้เจ้าชายผ่านไปช่วยเจ้าหญิง หากเด็กถามว่า “ผมจะเป็นอย่างเจ้าชายได้หรือไม่” ครูจะบอก “จ้ะครูหวังว่าสักวันหนูจะเป็นอย่างเจ้าชายคอยช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อน” มีนิทานที่กล่าวถึงคนที่ได้รับพรตามที่ขอเลยขอมากขึ้น และยังคงได้รับการตอบสนองอีก เขาจึงขอต่อไปและมากยิ่งขึ้นๆ จนความต้องการของเขาไม่อาจเป็นจริงได้ ทุกสิ่งจึงสูญหายไปหมด การติดตามพฤติกรรมในเรื่องไปทีละขั้นจะช่วยเด็กอนุบาลที่ขี้ขอได้ เด็กที่มีแนวโน้มถูกคนอื่นชักจูงให้ทำในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง การใช้นิทานเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งที่กลับจากทำงานพร้อมทองที่หามาได้ และได้พบชายผู้หนึ่งซึ่งเกลี้ยกล่อมให้เด็กคนนั้นเอาทองของตัวเองมาแลกกับม้า ต่อจากนั้นก็เอาม้าไปแลกกับวัว เอาวัวไปแลกกับหมู เอาหมูไปแลกกับห่าน เรื่อยไป จนกระทั่งในที่สุดไม่เหลืออะไรเลย แต่เด็กก็ยังไม่ตระหนักในสิ่งที่เสียไป เรื่องนี้เหมาะสำหรับเด็ก 5 ขวบครึ่งขึ้นไป

  • – ข้อควรระวังเรายังไม่ควรเรียกร้องให้เด็กก่อนวัยเรียนเล่านิทานตามที่ได้ฟังหรือให้เล่นละคร นับเป็นการเรียกร้องที่ไม่เหมาะสม บางครั้ง เด็กบางคนจะนำเอาผ้าสีต่างๆ ในห้องมาแต่งตัวเป็นตัวละครในนิทาน เราสามารถยกบางตอนในเทพนิยายมาแสดงออกในรูปดนตรีหรือบทกวี หรือยูริธมี

 

กิจกรรมร้องเพลง

                เด็กชอบเพลงและร้องซ้ำไม่รู้เบื่อ การร้อง ฟังเพลง ซ้ำ ซ้ำ เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสเกี่ยวกับจังหวะ เมื่อร้องให้เด็กฟัง 2 – 3 ครั้ง  เด็กจะเริ่มร้องตามได้

 

กิจกรรมยูริธมี

                เด็กเล็กรับศิลปะการเคลื่อนไหวนี้ได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการเฝ้าดูแลและเลียนแบบ ยูริธมีทำให้เด็กๆ มีชีวิตอย่างอิสระและเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางความเพลิดเพลินจากการเคลื่อนไหว จินตนาการถูกกระตุ้นไปด้วย ยูริธมีนำมาใช้กับเทพนิยายได้ เมื่อถึงตอนที่มีดนตรีหรือบทกวีประกอบ บางวันอาจจะเดินเล่นแทนกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง หรือมีกิจกรรมพิเศษเนื่องในเทศกาลต่างๆ

                ช่วงเล่นอิสระ ของเล่นอุปกรณ์จะมีชีวิตชีวา เด็กได้ดูครูทำงานไปด้วย เช่น เย็บตุ๊กตาวันเกิด บางรายอาจอยากทำบ้าง ครูก็จะแจกเศษผ้า เข็มให้เด็ก ปล่อยให้เย็บอย่างอิสระมีครูคอยช่วย สิ่งสำคัญคือกิจกรรมที่ทำไม่ใช่ผลงาน แต่บ่อยครั้งวิธีเย็บ สีสันจะแสดงออกถึงแบบแผนบางอย่าง การเย็บจะไม่มีแบบที่กำหนดตายตัว ให้เด็กสร้างสรรค์เอง กิจกรรมอื่นที่เด็กดูครูทำ จะมีงานสวน เตรียมแปลงดอกไม้ กวาดใบไม้ร่วง ไม่ส่งเสริมกิจกรรมไม่สร้างสรรค์ เช่น ระบายสีภาพสำเร็จรูป หรือตามแบบที่วาดไว้ให้

                เด็กอนุบาลไม่ต้องการทำตามคำสั่งผู้อื่น แต่มีแรงผลักดันอย่างแท้จริงที่จะเลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่ เราควรสังเกตความโน้มเอียงพื้นฐาน เพื่อค้นหาว่าเด็กเชื่องช้าหรือว่องไว จะได้ปรับการเล่นให้สอดคล้องตามนั้น เด็กช้าจะได้ก้าวไปด้วยจังหวะที่ช้า เด็กไวจะได้ก้าวไวหน่อย แล้วค่อย ปรับไปทีละน้อยภายหลัง

                เด็กตื่นเต้นง่ายให้เล่นของที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เด็กเชื่องช้าให้เล่นง่ายๆ เวลาเล่นเกมให้เด็กตื่นเต้นง่ายกว่าวิ่งเร็วขึ้น เด็กช่างฝันให้วิ่งช้าลง อย่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีเน้นความโน้มเอียงตรงข้าม  เด็กมีชีวิตชีวาหรือตื่นเต้นง่ายให้ใช้สีสดใส เช่น แดงสด เด็กเงียบใช้สีฟ้า

ที่บ้าน

                เด็กจะได้รับประโยชน์จากการศึกษาวอลดอร์ฟมากหากผู้ปกครองนำวิธีการที่สอดคล้องไปใช้ที่บ้าน สิ่งที่ผู้ให้การศึกษาเด็กเล็กต้องคำนึงคือ

•1.       หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของเด็ก

•2.       เสริมสร้างความคืบหน้าของพัฒนาการดังกล่าวในทางบวก

พ่อแม่ที่กลับจากทำงานย่อมเหนื่อยล้า เคร่งเครียด พฤติกรรมตลอดจนท่าทางจะสะท้อนภาวะดัง

กล่าวของใจและกายออกมา ความหงุดหงิด อ่อนเพลีย ถ่ายทอดสู่ลูก น้ำเสียงดัง เร็ว ความคิดเป็นรูปร่างตายตัว เด็กรับผลความรู้สึกนี้จากพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่รู้ถึงผลเสียจึงควรระมัดระวังให้ควบคุมอารมณ์ให้ได้ปกติก่อน อย่าใช้อารมณ์กับเด็ก

เวลาอาหารไม่พูดเรื่องที่ทำงาน ให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย เพราะเด็กยังแยกความกังวลออกจากใจ

ไม่ได้   ความไม่สบายระหว่างอาหาร เกิดจากบทสนทนา   และบรรยากาศที่แวดล้อมเวลาอาหารนั่นเอง

ควรหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่ไม่เหมาะสมกับวัยเด็ก เช่น การอธิบายด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ คำตอบที่ดีสำหรับเด็กคือคำตอบที่สร้างภาพให้เด็กมองเห็นได้ หรือแนะนำให้เด็กไปสังเกตเพิ่มจะดีกว่า

เมื่อเราใช้คำตอบที่เป็นนามธรรม เป็นการข้ามขั้นตอนไปสู่ ขั้นที่ 3 หรือ 4 ของความสัมพันธ์กับวัตถุ

นั้น การคิดแบบนามธรรม เหมาะสำหรับเด็กโต การตอบที่ทำให้เด็กเห็นภาพชัดเจน จะทำให้เด็กค้นพบคำตอบด้วยตนเอง

                เด็ก 6 ขวบ ถามหลังจากกลับจากทะเล ทำไมทะเลมีคลื่น แม่อาจจะบอกมานี่แม่ทำให้ดู เติมน้ำลงอ่างและเป่าลมลงไป เด็กก็เห็นโดยไม่ต้องอธิบาย บางครั้งเด็กเห็นน้ำขึ้นน้ำลง เราจะอธิบายอิทธิพลของดวงจันทร์ให้ก็จะสร้างความเครียดหรือความไม่พอใจในคำตอบ แต่ถ้าเราเอามือมาวางทาบกับอก เด็กรู้สึกถึงจังหวะหายใจเข้าออก บอกว่าน้ำขึ้นน้ำลงก็เป็นอย่างนี้แหละ

                การปล่อยเด็กให้อยู่กับความคิดสร้างสรรค์ โดยธรรมชาติของเด็กให้นานที่สุด โดยไม่ต้องไปชมเชย พูดพาดพิง ล้อเลียน หัวเราะเยาะ จะมีประโยชน์มากกว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากความฝันที่เด็กยังคงมีอยู่ทุกขณะ

                โทรทัศน์และสิ่งที่สร้างขึ้น ไม่ได้มาจากธรรมชาติ จะทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก วัยที่พร้อมจะดูโทรทัศน์คือ  วัยที่เด็กรู้จักคิดแยกแยะว่าสิ่งใดดี ไม่ดี เป็นความจริง  หรือไม่จริง (วัย 12 ปีขึ้นไป)

 

สิ่งแวดล้อมที่ดี

                รักษาความสม่ำเสมอและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก จังหวะชีวิตประจำวันมีความสำคัญมากสำหรับเด็ก รับประทานอาหารให้ตรงเวลา การตื่นและเข้านอน การท่องกลอนขอบคุณอาหาร การสวดมนต์ การเล่านิทานก่อนนอน ปฏิบัติซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย ทำให้มั่นคงอุ่นใจ

                กิจวัตรที่สม่ำเสมอมากที่สุดเป็นกุญแจสู่การปลูกฝังนิสัยที่ดีไปตลอดชีวิต ครูอาบน้ำให้เด็ก 2 ขวบครึ่ง โดยถูสบู่ที่มือ แขน คอ เรียงเป็นลำดับ วันหนึ่งเด็กขออาบเอง เมื่อครูส่งฟองน้ำและสบู่ให้ เด็กก็สามารถอาบเองได้อย่างพิถีพิถันและมีความสุขด้วยความสบายใจ

                ทุกครั้งที่เราจะแทรกแซงเด็กต้องหยุดคิดว่า จำเป็นหรือไม่ และเด็กกำลังจะทำอะไร

                หากเด็กเล่นอยู่ ทำให้การแทรกแซงเข้าไปอยู่ในการเล่น เช่น บอกคนขับรถไฟให้หันขบวนไปทางอื่น เพราะทางนี้อันตราย เด็กพร้อมจะทำตาม ไม่รู้สึกว่าถูกแทรกแซง ถ้าดุอาจทำให้เด็กหลบไปนั่งหน้าบึ้ง หรือโกรธ

                เราต้องหยุดคิดเมื่อจะตอบเด็กว่าไม่ได้ เมื่อเด็กมาขออนุญาต เพราะเด็กกำลังกระหายที่จะเริ่มสิ่งนั้นสิ่งนี้ จึงไม่ควรบอกเด็กว่าไม่ได้ แล้วเปลี่ยนใจภายหลัง

                การพูดกลับไปกลับมาสร้างความสับสน และเป็นสาเหตุให้เด็กดื้อ ควรให้คำว่าได้ ไม่ได้ ของเราเด็ดขาด

                การตัดสินไม่ใช้อารมณ์ชั่วแล่น มี 3 กรณีที่ต้องใช้คำว่าไม่ได้

•1.       ทำแล้วเกิดผลเสียต่อตัวเอง

•2.       ทำแล้วเกิดผลเสียต่อผู้อื่น

•3.       ทำแล้วเกิดผลเสียหายอย่างแท้จริง เช่น ทำลายข้าวของ

ถ้าเด็กออกจากห้องโดยไม่สวมหมวก เราก็ใส่ให้เด็ก ถ้าเด็กส่งเสียงดังขณะที่น้องกำลังหลับ เราก็

ให้เลือกว่าจะเล่นเงียบๆ บนที่นอนหรือจะไปอยู่ที่ห้องอื่นที่รู้ว่าเด็กไม่ชอบ หรือให้ทำสิ่งที่เรารู้ว่าเด็กไม่ชอบ ถ้าเด็กต้องการขีดเขียนบนกำแพง เราก็ส่งกระดาษให้

การยอมรับคำสั่งห้ามและการตัดสินใจของผู้ใหญ่ จะทำให้เด็กมั่นคงไม่ทำตามอำเภอใจในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

                ยืนเคียงข้างเด็กด้วยความเห็นใจ พร้อมช่วยเหลือในทางที่ถูกเท่านั้น

 

ยิ่งวิจารณญาณเราถูก เด็กก็ยิ่งเคารพ

                จุดสำคัญของเด็กคือการกระทำไม่ใช่คำพูด งานทุกอย่างที่ทำให้เด็กเห็นมีคุณค่าต่อเด็กทั้งสิ้น

                เด็กจะสบายปลอดโปร่งถ้าครูไม่เคร่งเครียด ส่วนหนึ่งของการศึกษาที่ให้แก่เด็ก คือการศึกษาตัวเราเองก่อน

                ชนบทมีจังหวะชีวิตที่เงียบสงบกว่า ใกล้ชิดธรรมชาติกว่า เด็กควรได้อยู่ในชนบท ปีละ 2 3 สัปดาห์ การได้เห็นผู้คนในบ้าน เห็นกิจกรรมพื้นฐานบางอย่าง ซึ่งจำเป็นในการยังชีพ เช่น ทำนา หญ้าแห้ง เก็บผลไม้ งานครัว ล้างจาน ซักรีดเสื้อผ้า ฯลฯ ช่วยทำให้เด็กเข้าใจชีวิต เห็นชีวิตในชุมชน คนส่งไปรษณีย์ คนขายของ เมื่อโตขึ้นก็จะมีการทัศนศึกษา ทำงานในฟาร์ม ในสวน

                เด็กอาศัยเวลาในการซึมซับประสบการณ์  การสอบถามทุกวันว่าวันนี้เรียนอะไรที่โรงเรียน จะลดความประทับใจ และสร้างความเครียดได้ จนอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ไม่อยากมาโรงเรียน

                ไม่ควรอธิบายมากไป เปิดโอกาสให้เด็กสังเกตจะดีกว่า เด็กกลุ่มหนึ่งมาดูคนสวนทำงาน เด็กยืนดูเงียบๆ แต่กลับผละไป เมื่อคนสวนเริ่มอธิบายหลักการต่างๆ

            ควรให้เด็กต่างวัยอยู่ด้วยกัน เด็กโตดีใจที่ช่วยน้องได้ เด็กเล็กๆเข้าทำกิจกรรมที่พี่ๆทำอย่างสนุกสนาน แต่บางครั้งก็ต้องแยกกลุ่มเป็นครั้งคราว การจัดกลุ่มเด็กให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์ และความเอาใจใส่เป็นพิเศษ

 

ข้อคิดของ ดร.รูดอลฟ์ สไตเนอร์

                ธรรมชาติสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมก่อนเด็กเกิดฉันใด พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และนักการศึกษาก็ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้หลังเกิดฉันนั้น ด้วยวิธีนี้เท่านั้นอวัยวะภายในของเด็ก จึงจะพัฒนาไปอย่างถูกต้อง เด็กสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้ด้วยดีจากเยี่ยงอย่าง และการเลียนแบบ

                อริสโตเติ้ล กล่าวถึงมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่ชอบเลียนแบบที่สุด และช่วงที่เป็นจริงมากที่สุด คือก่อนฟันแท้ขึ้น  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กรับได้โดยประสาทสัมผัส (SENSE) ตั้งแต่เกิดถึง 7ขวบ เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบอย่างชัดเจนที่สุด ตั้งแต่การนั่ง ยืน เดิน และพูด รับแบบซึมซับ เป็นความตั้งใจอย่างไม่รู้ตัวแต่แรงกล้าที่จะเลียนแบบ หลังฟันแท้ขึ้น เด็กจะพัฒนาความปรารถนาที่จะเลียนแบบทุกอย่าง มาเป็นการยอมรับคำสั่งของผู้ที่เด็กยอมรับว่าสิ่งใดควรทำ ไม่ควรทำ เด็กจะรู้สึกได้ว่าผู้ใหญ่คนไหนชัดเจน คนไหนพูดแล้วเด็กไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เด็กทดสอบผู้ใหญ่ครั้งเดียวก็สรุปได้อย่างแม่นยำว่าใครคือผู้ทรงสิทธิ์สำหรับเขา

นัยน์ตาเด็กรับเอาสีสันรูปทรงภายนอกมาสร้างเป็นภาพภายในใจได้อย่างไร หูฟังของเด็กจะรับเสียงและกระจาย ไปทั่วร่างกายของเด็ก สำหรับเด็กไม่มีแบ่งแยกระหว่างกาย ใจ จิตวิญญาณ ทุกสิ่งจากภายนอกจะถูกสร้างขึ้นมาภายในใจ เด็กจะรับเอาความฝังใจจากสิ่งแวดล้อม ถ้าหากเด็กถูกกระทบ ระเบิดอารมณ์ใส่จะส่งผลสะท้อนสู่ตัวเด็กโดยตรง ทั้งระบบไหลเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหาร หากผู้แวดล้อมเด็กเป็นคนดี ความดีก็จะสะท้อนออกในการกระทำ เราไม่สามารถสอนเด็กให้ดีโดยคำพูด ทุกอย่างที่เราทำจะผ่านตรงไปสู่ประสาทสัมผัสเด็ก และมีแนวโน้มจะทำสิ่งเดียวกับที่เห็นเราทำ

 

ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่

                การนำพื้นฐานการศึกษามาใช้อย่างถูกต้องกับเด็กใน 7 ปีแรก เท่ากับวางรากฐานให้แก่ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่และมีค่า โดยมีร่างกายที่แข็งแรงรองรับ  ให้ความมุ่งมั่นได้ดำเนินไปจนงานนั้นสำเร็จ

 

ความรักความอบอุ่น

                ความสุขสำราญของเด็กท่ามกลางสิ่งแวดล้อม คือสิ่งที่เสริมสร้างหล่อหลอมอวัยวะในร่างกายเด็กเด็กต้องการเห็นคนรอบข้างมีสีหน้าท่าทางมีความสุข ความรักความจริงใจไม่เสแสร้ง จะบ่มเพาะอวัยวะภายในเด็กให้มีรูปร่างที่ดี ไม่ถูกทำลายโดยการเร่งสติปัญญา  ในตัวอ่อนมนุษย์ นัยน์ตาถูกปกป้องอย่างดีในครรภ์มารดาไม่มีแสงใดมากระทบกระเทือนพัฒนาการของนัยน์ตา หรือมาเร่งให้มีการใช้นัยน์ตาก่อนที่เด็กจะคลอดออกมา ในเด็กก่อนฟันแท้ขึ้นก็เช่นกัน เราควรปกป้องไม่ให้สติปัญญาถูกนำมาใช้ก่อนเวลา ควรรอให้ความจำของเด็กเบ่งบานออกมาก่อน

 

การใช้เหตุผลแก่เด็ก

                วิจารณญาณของมนุษย์จะไม่สุกงอม จนอายุประมาณ 14 ปี (.2) เมื่อถึงเวลานั้นครูสามารถเรียกร้องให้เด็กวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ได้ ความคิดของเด็กที่เป็นเหตุเป็นผลจะเริ่มในวัย 12 ปี (.6) และพัฒนาต่อไป

 

เพลงและการเต้นรำ

                ความงามของเสียง มีความหมายกว่าเนื้อร้อง ยิ่งประทับใจยิ่งเป็นผลดี การร่ายระบำตามจังหวะดนตรีสร้างความร่าเริงเบิกบานใจ ซึ่งมีผลต่อการเสริมอวัยวะภายใน

 

 

ความรักดนตรีกับยูริธมี

                เมื่อเด็กอายุ 3 – 4 ปี จะมีพรสวรรค์ในการเต้นรำ ซึ่งที่จริงคือ พื้นฐานของความมุ่งมั่นที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต ครูจะร่วมเต้นรำไปกับเด็ก สมรรถภาพทางด้านดนตรี จะแสดงบทบาทมากที่สุดในช่วงปี 3 – 4 ไม่ใช่ดนตรีจากภายนอก การเต้นรำในปี 3 – 4 โดยใช้ยูริธมีเบื้องต้นจะซึมซ่านผ่านกายของเด็กขจัดความแข็งทื่อของร่างกาย เมื่อฟันแท้ขึ้น ฐานของดนตรีจะติดตัวเด็กไป ด้วยประสาทหูที่รู้จักระดับเสียงที่ถูกต้องของดนตรี (หูถึง) นัยน์ตาที่ชัดเจนกับสีสัน รูปทรง และเหตุการณ์ที่เห็น (ตาถึง)

 

ของเล่น

                เมื่อกล้ามเนื้อมือถูกใช้งาน ฝึกหัดให้มั่นคงแข็งแรง สมองและอวัยวะอื่นจะพัฒนาไปในขณะเดียวกัน การเอาผ้าเช็ดหน้ามาให้เด็กทำตุ๊กตา มี 2 มุมเป็นขา  2 มุมเป็นแขน ปมเป็นหัว การที่เด็กใช้มือทำ เด็กต้องใช้จินตนาการสร้างรูปในสมอง สมองจะมีพัฒนาการ ขณะที่พ่อแม่ซื้อตุ๊กตาสวยสำเร็จรูปเด็กไม่ได้ใช้สมองเลย

                ของเล่นที่เคลื่อนไหวเป็นรูปช่างตีเหล็ก 2 คน หันหน้าเข้าหากันกระหน่ำค้อนลงบนทั่ง หรือหนังสือภาพตัวละครที่มีเชือกดึงให้เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาได้ เป็นของเล่นที่เหมาะกับเด็ก

 

มนุษย์

                ถูกส่งจากสรวงสวรรค์มายังโลก มีกายและอวัยวะที่มีระบบการทำงานหลายๆ อย่างสอดคล้องกันอย่างมหัศจรรย์ แต่สิ่งที่ประเสริฐสุดคือการพัฒนาตนของมนุษย์ (หรือการศึกษานั่นเอง)

 

ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความคิด

                เมื่ออายุ 12 ปี (ป.6) เป็นครั้งแรกที่เด็กมีความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าทุกอย่างมีเหตุผล ต้องใช้เหตุผล เด็กเริ่มคำนึงถึงเหตุผล นามธรรม ซึ่งแต่ก่อนได้แต่นึกเป็นภาพ เด็กจะเริ่มจำแนกคุณค่าของชีวิตอย่างแท้จริง

•0-7               เลียนแบบทั่วร่างกายอย่างมีชีวิตชีวา นี่คือจริยธรรมในความหมายที่แท้ ตรงเข้าไปที่กาย การกระทำที่แสดงออก

•7-12            ชีวิตเด็กช่วงนี้ขึ้นกับอารมณ์ความรู้สึก  ศิลปะ  ความงามจะปรับจิตใจให้อ่อนโยน

•12-19        เด็กเริ่มจำแนกคุณค่าของชีวิต โดยการใช้ความคิด เหตุผล

 

ความพิศวงคือบ่อเกิดความคิด

                มีคำกล่าวของกรีกโบราณว่า การพินิจพิเคราะห์ที่แท้จริงของมนุษย์เกิดจากความพิศวง ก่อนที่ความคิดจะแล่น เราต้องเริ่มด้วยความพิศวง ความคิดที่ไม่มีความพิศวงจะเป็นเพียงความคิดเล่นๆ เท่านั้น ความพิศวงจะมีการค้นหาและตามด้วยการลงมือทดลอง แก้ไขจนสำเร็จ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s