ประสาทรับรู้ทั้ง 12 (Twelve Senses)


Twelve Sense  เป็นบทความที่ไ ด้รับมาเ มื่อประมาณปี 2546-47     จากโ รง เรียนแสนสนุกไตรทักษะ

ไม่ทราบชื่อผู้เขียนหรือผู้แปล

 

เมื่อก่อนเราเชื่อว่าเรามีประสาทรับรู้ 6 แบบ  แต่ Steiner พูดไว้เมื่อปี 1916 ว่าเรามีประสาทรับรู้ 12 แบบซึ่งปัจจุบันนี้ทางวิทยาศาสตร์เพิ่งจะพบว่ามนุษย์มีประสาทสัมผัส 11 แบบ วันนี้จะพูดถึงประสาทรับรู้ที่มีผลกับ ความมุ่งมั่น (Will)

ประสาทสัมผัส (Sense of Touch) เป็นการรับรู้ที่ทำให้เรารู้ขนาด(boundery)ของตัวเราเอง  เรารับรู้สัมผัสที่ผิวหนัง  ที่ผิวหนังของเรามีเซลล์ประสาทหลายประเภททั้งเซลล์ที่รับรู้ความอุ่น อุณหภูมิ และเซลล์ประสาทสัมผัสเป็นหนึ่งในนั้น

            ความรู้ถึงการสัมผัสนี้เองทำให้ความรู้สึกถึงความเป็นตัวตน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราตื่นขึ้นในเวลากลางคืนเดินสลึมสลือ  แต่พอหัวเราไปโขก (Bang!)กับอะไรสักอย่างเราจะรู้สึก”ตื่น”ทันที  การสัมผัสทำให้เราเกิดความเข้าใจ (undersatand) ทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัย (security) ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกเป็นของเรา

            เมื่อครั้งแรกที่Horstได้เดินลงไปย่ำในทุ่งนาที่เต็มไปด้วยโคลนเขาเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเขารู้ว่าใต้โคลนไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเขานี่ทำให้เขารู้สึกถึงความมั่นคงปลอดภัย

            ในทำนองเดียวกันสำหรับเด็กแล้วการที่ได้สัมผัสทำให้เขารู้ถึงความปลอดภัย  ซึ่งจะช่วยพัฒนาความรู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้น ถ้าเด็กไม่ได้การตอบสนองหรือมีประสบการณ์ที่พอเพียงเขาจะเกิดความกลัวขึ้น

เมื่อโรงงานนิวเคลียร์แห่งหนึ่งที่ยุโรปเกิดอุบัติเหตุขึ้นพ่อแม่ของเด็กๆต่างห้ามไม่ให้เด็กแตะต้องสัมผัสสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ใบหญ้าหรือเก็บลูกเบอรี่กิน ช่วงนั้นคำที่เด็กได้ยินมากที่สุดคือ (Don’t) ห้ามทำนั้น ห้ามทำนี่ Horst เห็นเด็กๆในช่วงนั้นเต็มไปด้วยความกลัว ซึ่งเขาช่วยให้เด็กๆหลุดพ้นจากสภาพนั้นโดยเมื่อเวลาพาเด็กๆไปป่าเขาจะช่วยเด็กๆสัมผัสใบไม้ ดอกไม้หรือปีนป่าย กระทั่งเก็บลูกเบอรี่ต่างๆกิน กระนั้นก็ตามต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนที่ทำให้เด็กๆหมดความกลัว

ประสาทรับรู้ถึงการดำรงอยู่(Sense of Life) ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าประสาทรับรู้ความเจ็บปวด(Pain)ซึ่งดูจะไม่ครอบคลุมสำหรับ Steiner ประสาทการรับรู้ตัวนี้รวมไปถึงการรับรู้ความรู้สึกทั้งหลาย การรู้สึกสบายดี ความสุข หรือความเจ็บป่วย หน่วยรับรู้นี้อยู่ที่ตามไขสันหลัง เยื้อหุ้มกระดูกและข้อต่อต่างๆของร่างกายโดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณต่ำจากปอด

            ประสาทรับรู้ตัวนี้จะมีหน้าที่รายงานถึงความผิดปกติของร่างกาย เช่นปวดหัวหรือความต้องการของร่างกาย เช่น หิว เหนื่อย หิวน้ำ และเป็นตัวตัดสินถึงสิ่งเร้าที่มากระทบร่างกาย เช่น กลิ่น กลิ่นนั้นเหม็นหรือหอม อากาศร้อนหรือเย็น อย่างตอนที่ Horst มาเมืองไทยเมื่อเดือนเมษายนประสาทตัวนี้เป็นตัวบอกว่าอากาศร้อนมากขณะที่อากาศที่นี่เยี่ยมมากสำหรับเขา

            Horst เกิดในช่วงสงครามโลกซึ่งตอนนั้นมีการทิ้งระเบิด มีเครื่องบินต่อสู้ แต่แม่เขาให้ความรักความเอาใจใส่สิ่งที่แม่ทำให้เหล่านี้ทำให้เขาเติบโตขึ้นโดยไม่มีความกลัว การรับรู้ถึงการดำรงอยู่นี่เองที่ทำให้เราเกิดความีรู้สึกไว้วางใจ ความสบายใจ(comfort)

            การได้รู้จักความเจ็บปวดก็ทำให้เราเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเวลาที่คนอื่นเกิดความทุกข์ เจ็บปวด การรับรู้ถึงความดำรงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความรัก ความกลมกลืนและความเมตตา

 

ประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวของตนเอง( Sense of Own Movment) เซลล์ประสาทนี้อยู่ในกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆของร่างกาย เช่นที่อยู่กล้ามเนื้อแขนจะทำให้เรารู้ถึงตำแหน่งแขนของเรา  วันนี้ Horst ได้ฝึกรำไทยเขารู้สึกถึงความลำบากในการรำ(จีบ,ตั้งวง) มากทำให้เขารู้สึกถึงความไม่มีอิสระในการเคลื่อนไหว แต่เขาเชื่อว่าเมื่อเขาฝึกฝนเป็นเวลาหลายๆปีเขาจะเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นเป็นอิสระมากขึ้น

            การเคลื่อนไหวนี้เองที่ทำให้เกิดความชื่นบานและอิสระขึ้นภายในใจของเรา สำหรับเด็กเล็กๆการเคลื่อนไหวทำให้เขารู้ถึงรูปร่างของตนเองการที่เขาได้เดิน ได้เล่น ปีนป่าย อะไรเหล่านี้เป็นการเตรียมการพัฒนาความรู้สึก ถ้าเด็กๆฝึกเดินโดยมีเครื่องกันล้ม(walker) หรือได้รับการปกป้องมากเกินไปประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวจะไม่ได้รับการพัฒนาเต็มที่ ในโลกปัจจุบันเด็กใช้เวลานั่งเป็นส่วนมาก  ไม่ว่าจะเป็นการนั่งดูทีวีหรือนั่งรถมันทำให้ความรู้สึกถึงการได้เคลื่อนไหวขาดหายไป ความได้อิ่มเอมกับอิสระหายไปนี่เป็นหนึ่งในหลายๆสาเหตุที่คนเราติดยาเสพติดมากขึ้นเพราะยาสามารถหลอนให้จิตรู้สึกถึงอิสระภาพ

ประสาทรับรู้ถึงความสมดุลย์ (Sense of Balance) เซลล์ประสาทนี้อยู่ในหูเป็นโครงสร้างที่มี 3 มิติและมีของเหลวและใยประสาทบรรจุอยู่ใต้ลงมามีเซลล์ประสาทที่ปลายมีก้อนแข็งๆเล็กๆอยู่ซึ่งทำให้รู้ถึงแรงโน้มถ่วงของโลกให้เรารู้ถึงตำแหน่งของศีรษะ

            เด็ก 3 ขวบที่เดินได้คล่องเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเขาเริ่มรู้จักปฏิเสธ เช่น ตอนที่เขายังเดินไม่แข็งถ้าเราบอกห้ามทำสิ่งใดเขาก็จะไม่ทำ เช่นห้ามหยิบถ้วยนะ เด็กเล็กๆที่อยากรู้มักจะเพียงเดินไปใกล้ๆ แต่ถ้า 3 ขวบแล้วเขาอาจจะหยิบมันขึ้นมาเขาเริ่มมั่นใจที่จะทำในสิ่งที่เขาต้องการเริ่มรู้ถึงจุดยืนของตัวเอง(standing poing of their own)

ความรู้สึกถึงสมดุลย์นี้เองที่ทำให้เกิดความสงบขึ้นภายในความรู้จักความสมดุลย์ก่อให้เกิดความสามารถในการตัดสินใจ

            ความหมายของประสาทสัมผัสทั้ง 4 กับการศึกษา เมื่อเราตระหนักถึงความสำคัญว่า

  • – การสัมผัสทำให้เราไม่กลัว
  • – การรู้ถึงการดำรงอยู่ทำให้รู้สึกสบาย
  • – การเคลื่อนไหวทำให้จิตใจเรารู้ถึงความมีอิสระ
  • – ความสมดุลย์ทำให้รู้สึกถึงความสงบ

ความรู้สึกเหล่านี้เป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่จะทำให้เขาคนนั้นๆสามารถมีความรักและความกรุณา ความกตัญญู ความชื่นชอบ เขาคนนั้นสามารถพัฒนาความรู้จักเคารพ ความซื่อสัตย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของ

ศีลธรรม จรรยา(moral, value)

            ประสาทการรับรู้ทั้ง 4 นี้เริ่มขึ้นตั้งแต่คนเราเกิดมาเมื่อเด็กได้รับการพัฒนาการรับรู้ทั้ง 4 นี้เมื่อเขายังเด็กโดยเฉพาะในช่วง 7 ปีแรกก็เท่ากับเขาได้รู้จักศีลธรรมไปด้วย เวลาที่เด็กๆเล่นเขาจะรู้สึกว่าเขาคือสิ่งนั้นๆจริงๆการสอนให้เด็กมีสมาธิคือ การสอนให้เขาเล่นขณะที่ผู้ใหญ่จะมีสมาธิเมื่อเขานั่งสมาธิ Horst ไม่เห็นด้วยที่เราจะสอนสมาธิให้เด็กโดยการนั่งสมาธิอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบันสำหรับเด็ก การเล่นก็ทำให้เกิดสมาธิ

            ประสาทการรับรู้ทั้ง 4 นี้เปรียบเป็นตัวค้ำจุน

  • – เสาแรก การสัมผัสทำให้เรารู้จักความไว้วางใจมองโลกในแง่ดี พ่อแม่ของเด็กในเอเซียมักจะอุ้มลูกๆนี่เป็นการให้เด็กรู้ถึงการสัมผัสก่อให้เขาเกิดความรู้สึกมั่นคง(stable)
  • – เสาที่ 2 ความรู้สึกถึงการดำรงอยู่ทำให้รู้ถึงการมีสิ่งดีๆอยู่ในตัว Horst พบว่าเด็กนักเรียนคนที่ก้าวร้าวมักจะมาจากที่เขาถูกครอบครัวทำร้าย
  • – เสาที่ 3 การเคลื่อนไหวเมื่อเด็กๆได้เคลื่อนไหวปีนป่ายสิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกสนุกจากการเคลื่อนไหวของตัวเอง มันเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลกับชีวิตเมื่อคนได้เคลื่อนไหวตามที่คุณต้องการคุณจะรู้สึกว่าคุณทำได้

การที่เด็กได้รับการปกป้องมากเกินไปไม่ให้ฝึกเดินหรือล้มด้วยตัวเอง ห้ามการปีนป่ายทั้งปวงเขาจะขาดความรู้สึกว่าทำได้จากประสบการณ์ของHorst ถ้าปล่อยให้เด็กได้เคลื่อนไหวปีนป่ายเขาจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าเขาสามารถทำได้แค่ไหนโดยไม่เกิดอันตราย~

เมื่อวานนี้เราพูดถึงประสาทรับรู้ 4 แบบแรกอันได้แก่

            Sense of Touch  ที่ทำให้ไม่กลัว

            Sense of Life ทำให้รู้ถึงการดำรงอยู่

            Sense of Own Movement ให้ความรู้สึกเป็นอิสระ

            Sense of Balance ทำให้เกิดความสงบ

            ประสาทรับรู้ทั้ง 4 นี้ทำงานอยู่ภายในร่างกายเมื่อมีสิ่งเร้าจากภายนอกมากระตุ้นภายนอกร่างกายเรา (ไม่ลึกเข้ามาภายในลึกเกินกว่าผิวหนัง)

            การศึกษาที่ให้กับเด็กๆโดยเฉพาะวัย 0-7 ขวบจึงควรให้การศึกษาที่พัฒนา Senses ทั้ง 4 นี้เพราะ Senses ทั้ง 4 นี้มีผลก่อให้เกิดศีลธรรมและการรู้คุณค่า(Moral, Value) สำหรับวันนี้เราจะพูดถึงประสาทรับรู้อีก 4 ประเภทคือ ที่มีผลกับจิตใจ แล้วจะแสดงออกมาจากภายใน

ประสาททั้ง 4 นี้จะพัฒนามากโดยเฉพาะกับเด็กวัย 7-14 ปีนี่เองที่ทำให้การให้การศึกษากับเด็กวัยนี้แตกต่างไปจาก 7 ปีแรก

Senses of Smell เราอาจพูดได้ว่ากลิ่นก็คือรสชาดของอากาศ

            Horst รู้สึกว่าที่เมืองไทยมีกลิ่นหลากหลายกว่าเยอรมัน ให้เราลองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่เราดมดอกไม้แต่ละดอกแต่ละประเภทเป็นอย่างไรบ้าง

            กลิ่นนี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์(emotion) ครูต้องตระหนักถึงน้ำหอมที่ตนใส่ บางคนชอบบางคนไม่ชอบก่อนที่ Horst จะมาที่นี่เขาได้ยินเด็กที่โรงเรียนพูดถึงครู 2 คนซึ่งสอนวิชาเดียวกันทั้งคู่ต่างทำงานดี แต่มีอยู่หนึ่งคนที่เด็กๆไม่ชอบเพราะว่าเขามีกลิ่นปาก กลิ่นจากครูอาจทำให้เด็กไม่สามารถเรียนหนังสือได้ก็มี

            เราเกิดมาพร้อมกับกลิ่นของเราบางกลิ่นผลิตขึ้นขณะที่มีกิจกรรมบางอย่าง กลิ่นมีผลกับศีลธรรมดังคำที่กล่าวว่า”Perfume likes paradise, Sting likes hell.”  เราตัดสินอาหารดีหรือไม่จากกลิ่นการรับรู้กลิ่นเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเราเกิดการตัดสินกลิ่นน้ำมาซึ่งสุขภาพที่ดีหรืออาจทำให้เกิดสุขภาพไม่ดีก็ได้

            แต่ที่น่าแปลกคือเราเกิดความเคยชินกับกลิ่นที่เราอยู่ด้วยเพียงเวลาไม่นาน เช่นเมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องที่มีกลิ่นไม่ดีกระทั้งรู้สึกอยากจะออกไปจากบริเวณนั้น แต่ถ้าเราต้องอยู่อีกเพียงชั่วครูเราก็จะเคยชินกับกลิ่นนั้นแล้วเราก็จะไม่รู้สึกอีกต่อไปอีก

            การรับรู้กลิ่นนี่ทำให้เรารู้จักความดี ความเลวและมีอิทธิพลกับศีลธรรมของเรา

Senses of Taste รสชาดเรารับรู้รสโดยลิ้น

            ลิ้นสามารถรับรู้เฉพาะสารที่อยู่ในรูปของเหลวเท่านั้นถ้าเราเอาอาหารหรือสารที่เป็นผลแตะลงบนลิ้นนำลายจะช่วยทำให้สารนั้นอยู่ในรูปของเหลวแล้วเราก็รับรสได้ เวลาที่เราได้รสขมจะกระตุ้นให้เราถ่มทิ้ง รสเปรี้ยวจะกระตุ้นให้เราตื่น(awake) รสเข้มที่พอเหมาะจะทำให้รสของอาหารออกมา(food characters)ขณะที่รสหวานทำให้เรารู้สึกสบาย

            คนยุโรปมักมีของหวานอยู่ที่หัวนอนเพราะการได้ลิ้นรสหวานทำให้นอนหลับสนิทเพราะรู้สึกสบายเรามีคำเปรียบกล่าวว่าคนที่มีชีวิตยาแกลำบากเป็นคนขม(ขื่น, bitten of life) ในทางตรงกันข้ามเรามักมองว่า sweet childคนที่มีเครื่องเรือนแต่งตัวสวยเป็นคนที่มีรสนิยมดี( good teaste)  รสชาดนี่ทำให้แต่ละคนมีquality of life

Senses of Sight การมองเห็นด้วยตา

            ตาเราเห็นได้ชัดเมื่อแสงที่ผ่านจากเลนส์ตาไปตกกระทบที่จอรับภาพพอดี ตาซ้ายจะรายงานไปที่สมองส่วนขวาและตาขวารายงานไปที่สมองส่วนซ้าย เวลาที่เรามองอีกคนเรามักมองที่ตาข้างขวาฝ่ายตรงข้ามจะแสดง(crossing) ทางตาซ้าย ขณะที่เรามองตาของอีกคน  เรามองส่วนที่เป็นสีดำซึ่งดูราวจะไม่มีอะไรเลยบอกทุกสิ่งกับเรา เราสามารถเะห็นจิตวิญญาณจากดวงตาได้  ตอนที่ก่อนแม่ยายของ Horst จะเสียชีวิตดวงตาของเปิดเห็นมากกว่าตาเนื้อเธอบอก Horst ว่าเธอเห็นว่ามีแสงออกจากดวงตาของHorst และที่ปลายแสงนั้นดูราวกับมีมือคอนยี่นออกมาเพื่อสัมผัส(glab)สิ่งต่างๆ นี่ตรงกับที่ Steiner เคยกล่าวไว้ว่าเรารับรู้สิ่งต่างๆโดยetheric bodyของเราจะออกมาสัมผัสกับสิ่งต่างๆ เรารับรู้สิ่งต่างๆโดยผ่านทางตาการทำงานของตาเกี่ยวเนื่องกับประสาทการรับรู้การดำรงอยู่เรารับรู้ความงดงามของดอกไม้ก็ด้วยตา

 

Senses of Balance ก็ทำงนร่วมกับตา Horst บอกว่าตอนที่ไปไต้หวัน(เพิ่งเกิดแผ่นดินไหว) เวลาที่เดินเข้าไปในตึกเอียงๆเขาจะรู้สึกลำบากที่จะยืนตรงๆเพราะสิ่งรอบๆตัวเอียงไปหมด และการมองเห็นยังทำงานรวมกับการรับรู้ความเคลื่อนไหวการที่เราเห็นสิ่งต่างๆจะเป็นการกระตุ้นความมุ่งมั่นด้วย

            ดวงตาเป็นสื่อถึงความรู้สึกได้เวลาที่เรารู้สึกขัดแย้งกับเพื่อนเราอย่ามองตาเขามีกล้ามเนื้อ 6 แบบที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของตามันทำให้ตาเคลื่อนไหวได้เร็วมาก เราเรียกการเคลื่อนไหวนี้ว่า saccades ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดต่อเนื่องไปโดยจะมีการหยุด  การหยุดแต่ละครั้งจะเกิดการfocus

            นักวิทยาศาสตร์ได้วัดว่าเวลาที่เรามองภาพเพียงชั่วขณะที่ดวงตาได้เคลื่อนไหวเหมือนกับว่าสมองเรารับรู้ภาพนั้นโดยการวาดภาพของดวงตา ถ้าการเคลื่อนไหวของดวงตาช้าลงเราจะเห็นภาพชัดขึ้นแต่เมื่อดวงตาไม่เคลื่อนไหวเรากลับไม่เห็นภาพ  ให้เราทดลองดูกระจกให้พยายามให้ตาหยุดนิ่งๆภาพที่เรามองเห็น(ตัวเรา)จะหายไป

            เวลาเรามองดูทีวีดวงตาเราก็จะไม่ค่อยเคลื่อนไหวเวลาที่เรานอนดวงตาจะไม่คล่อยเคลื่อนไหวทำให้เกิดคลื่นสมองประเภทa wave ขณะที่เวลาเราตื่นจะเกิดb wave  ดังนั้นถ้าเรานั่งดูทีวีมากๆเราจะกลายเป็นpassive

ในการมองเห็นเกิดการcrossมากมาย  การcrossนี่เห็นที่ทำให้เกิด concious

 

Senses of Warmth หรือ Temperature แต่ละคนมีความรู้สึกถึงความอุ่น-เย็นไม่เท่ากัน อุณหภูมิของร่างกายเรามักจะอยู่ 35-37O C การรู้รับรู้ถึงอุณหภูมิของสิ่งต่างๆจะส่งผลลึกถึงภายในของเรา ความอุ่นร้อนนี้เกี่ยวเนื่องกับสีโดยตรง  เช่น สีน้ำเงินทำให้เรารู้สึกถึงความเย็นสงบ ขณะที่สีแดงทำให้รู้สึกอุ่น

            ดวงอาทิตย์ให้ความอบอุ่นแก่โลกและทุกชีวิตไม่มีสิ่งอื่นที่ทำได้แล้ว  ยกเว้นมนุษย์ผู้สามารถสร้างความอุ่นให้เกิดขึ้นได้ ความรู้สึกอบอุ่นนี้สามารถทำให้เปลี่ยนแปลงโลกได้ ความอบอุ่นทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ความรัก   ยิ่งคนเรามีความรักมากเท่าไหร่จิตวิญญาณของเราก็จะสูงขึ้น

 

Senses of Sight ก็ทำให้เกิดการความชอบและไม่ชอบ ความรู้สึกนี้เองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างข้อทั้งสอง (ชอบ-ไม่ชอบ)

            เด็กเมื่อเริ่มเขาโรงเรียนเริ่มมีความรู้สึกของตัวเองซึ่งก่อนหน้านี้เชาจะรู้สึกเหมือนๆกับสิ่งที่อยู่รอบๆตัวตอนป.1 เขาจะรู้สึกใกล้ชิดกับครู แต่ก็ค่อยๆแยกห่างออกไปเมื่ออายุราว 8 ขวบจนกระทั้ง 12 ขวบเด็กจะเริ่มมีความรู้สึกต่อต้านครูขึ้นมา

            การสอนของเราคือการช่วยให้เด็กได้พัฒนาความรู้สึกทั้งความชอบและไม่ชอบ  ให้เด็กๆได้ฟังเรื่องราว เช่น เรื่องของนักบุญที่พยายามช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลับถูกฆ่าตายเด็กๆจะเกิดความรู้สึกสงสารนักบุญขณะเดียวกันก็ต่อต้านและไม่ชอบฆาตกรสิ่งเหล่านี้พัฒนาความรู้สึก  การให้การศึกษาคือการให้เขารู้จักทั้งสิ่งดีและไม่ดี  เพื่อรู้ถึงความชอบและไม่ชอบ

            การศึกษาในช่วง 7 ปีที่ 2 นี้เราควรจะให้เด็กได้คิด ได้ทำ เพราะความรู้สึกจะทำให้เรารู้คุณค่าของสิ่งต่างๆถ้าเด็กได้เรียนรู้แต่ทางสมองไม่ได้ลงมือทำ เขาจะเกิดความรู้สึกว่างเปล่า (อ้าวว้าง) คนที่อ้างว้างจะไม่สามารถรู้ถึงคุณค่าของสิ่งอื่นได้เลย

            ช่วงที่เด็กอายุ 12 ปีเขาจะเริ่มแยกตัวจากโลกชัดเจนรู้จักเหตุและผล(cause and reason)  เราจะสอนวิชได้ช่วงนี้แขนขาเริ่มยืดยาวขึ้นแรงโน้มถ่วง(gravity) ส่งผลผ่าสนจากเท้าขึ้นไปเด็กเดินเก้งก้างผิดไปจากปีก่อนๆ ผลของแรงดึงดูดของโลกนี้มีผลกับจิตของเราทำให้เรารู้สึกถึงความสำคัญของตัวเอง คิดว่าความเห็นของตนถูกต้องตัวเองใหญ่กว่า เด็กที่เติบโตมาโดยไม่มีสิ่งที่มาช่วยลดแรงนี้จะทำให้เขาเห็นตัวสำคัญกว่าสิ่งอื่นๆดนตรีจะช่วยลดแรงนี้เพราะดนตรีมี rhythm, harmony, melody

 

Sense of hearing หูเป็นอวัยวะในการรับเสียง  เมื่อคลื่นเสียงเข้าสู่หูทำให้ของเหลวที่อยู่ในหูสั่นการสั่นนี้จะรายงานไปยังสมอง  การรับรู้นี้(hearing) นับเฉพาะการที่เราได้ยินเสียง เวลาเราได้ยินเสียงสมองส่วนหนึ่งจะทำงาน เราสามารถเลือกที่จะได้ยินเสียงที่เราต้องการ เราอาจจะเลือกที่จะฟังเสียงใดเสียงหนึ่งขณะที่ไม่รับฟังอีกเสียงทั้งๆที่แหล่งกำเนิดเสียงอยู่ใกล้กับเรา

ครูจะต้องรู้ว่าน้ำเสียงที่ใช้จะต้องเป็นอย่างไร มีคุณภาพที่จะดึงความสนใจหรือเรียกความสนใจจากเด็กได้การเป็นครูที่ดีต้องมีน้ำเสียงที่ดีด้วย การรับฟังที่ดีเกิดขึ้นเมื่อผู้ฟังเปิดใจรับฟังไม่มีกำแพงของตัวตนมากั้นขวาง

 

Sense of Language/ Words/ Speed การฟัง การฟังภาษาใช้อวัยวะการรับรู้ตัวเดียวกบ Sense of hearing คือหูและสมองส่วนหนึ่งที่เป็นคนละส่วนกับการได้ยินจะทำงาน  เวลาที่ผู้พูดส่งภาษาไม่เพียงกล่องเสียงหรือสายเสียงเท่านั้นที่สั่น(vibrate) แต่ทุกส่วนทั้งตัวนับตัวแต่กระโหลกศีณษะ แขน ขา อก ผิวหนัง จะทำหน้าที่เป็นตัวสร้างเสียง  สิ่งนี้ได้รับการพิสูจน์เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้กล้องที่สามารถจับภาพที่มีความไว้สูงได้ (72 ภาพ/วินาที) จะพบว่าผู้ที่พูดจะสั่น(vibrate)ทั้งตัว  ขณะเดียวกันอวัยวะของผู้รับสาร(ฟัง) ก็สั่นทุกส่วน ถ้าสังเกตุเวลาที่เราฟังผู้พูดที่ใช้เสียงดังหรือพูดไปไอไปเราเองก็จะรู้สึกเจ็บคอหรือไม่สบายไปด้วย ดังนั้นการการสื่อสารไม่เพียงเป็นการส่งเสียง  แต่เราส่งความรู้สึกผ่านไปยังผู้รับด้วย

 

Sense of thought ประสาทการรับความคิด การรับความคิดของผู้อื่นจะเกิดได้ดี  เมื่อเราไม่นึกถึงตัวตนของเรา   เอาความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบออกไปจากจิตใจในขณะฟัง   เราจึงจะสามารถรับรู้ความคิดของคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์ สมองที่ทำงานในการรับความคิดจะต่างจาก Sense of hearing และ Sertening

 

การทำงานของ Sense ตัวที่ 12 จะเกิดจากตัวที่ 1-11 ร่วมกัน ผลการทำงานของ Sense ตัวนี้จะทำให้เราเข้าใจรู้จักผู้อื่นอย่างที่เขาเป็น เราจะรู้จักผู้อื่นอย่าสงที่เขาเป็นจริงๆโดยต้องไม่นำสิ่งต่างๆมาบดบัง เช่น เชื้อชาติ เพศ อายุ รูปร่าง เป็นต้น

การทำงานของ Sense แต่ละตัวไม่ได้แยกออกจากตัวอื่นๆอย่างโดดเดี่ยว  แต่ทุกตัวจะทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องและประสานกันอย่างซับซ้อน เช่น ในการที่เราสัมผัส(Senses of Touch) ผู้อื่นการสัมผัสนั้นบอกเราถึงความอุ่นเย็นของมือ ซึ่งส่งความหมายสืบเนื่องถึงว่าเขาเป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือเปล่า (Sense of life) Sense กลุ่มหลังนี้เป็น Social Sense คือทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้

ในช่วง 7 ปีแรกจะเป็นช่วงทึ่ประสาทรับรู้ 4 ตัวแรกสามารถพัฒนาได้ดี Senses ทั้ง 4 ตัวแรกสามารถพัฒนาโดยผ่านการเล่นและกลุ่มแรกจะเชื่อมโยงโดยตรงกับ 4 ตัวที่ 3 ดังนี้

            touch    ®         hearing             

            life        ®         hertening          

            warmth  ®         thought

            balance®          12

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราให้ความสำคัญกับการเล่นในวัยเด็ก

ปัจจุบันเราพบว่ามีคนเจ็บป่วยมากมายที่เมื่อมองย้อนกลับไปในวัยเด็กของเขาพบว่า เขาไม่ได้เล่นมากเพียงพอทำให้การพัฒนาของ 4 Sense แรกไม่ดีเท่าที่ควร

Horst ยกตัวอย่างหมอคนหนึ่งซึ่งเขารู้จักเป็นชายวัยกลางคน ซึ่งเป็นหมอที่ได้รับการยอมรับมากอยู่มาวันหนึ่งเขารู้สึกบางอย่างขึ้นในจิตใจมากจนกระทั้งเขาไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ เมื่อเขาไปพบจิจแพทย์ได้รับการบำบัดโดยใช้ศิลปะ การใช้สีน้ำ พบว่าทุกครั้งที่เขาระบายสีเขาไม่ยอมให้สีเข้ามาปนกัน สีแต่ละสีแยกกันโดยชัดเจนเป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งจิจแพทย์พยายามจะบอกว่าปล่อยให้สีปนกันเขาก็ไม่ยอม  จนอยู่มาวันหนึ่งเขาเริ่มเข้าใจว่าเขาเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกต้องเสมอ และไม่มีความรอมชอม(rigid)  เขาจึงไม่สามารถเข้ากับใครๆได้  เมื่อเขาค้นพบแล้วว่าอะไรทำให้เขาต้องมาพบจิตแพทย์ เขาก็สามารถจะแก้ไขตัวเองได้  จึงออกจากการบำบัดด้วยจิตแพทย์แต่ยังใช้ศิลปะในการเยียวยาตัวเองได้

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s