Archive

Archive for the ‘หลักสูตรวอลดอร์ฟ’ Category

ความเป็นมาของการศึกษาวอลดอร์ฟ [ชุดบทความ90ปีวอลดอร์ฟ]

กันยายน 4, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลายฉบับ ซึ่งได้แจ้งแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความแล้ว

200px-RSteiner

ความเป็นมาของการศึกษาวอลดอร์ฟ


ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (1861-1925) นักปรัชญาเมธีชาวออสเตรีย เป็นผู้จัดตั้งการศึกษาวอลดอร์ฟขึ้นโดย การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตามแนวทางมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) เพื่อให้สามารถพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ  สไตเนอร์ใด้บรรยายความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณและเขียนงานเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เพื่อถ่ายทอดความรู้ความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณที่มีต่อมนุษย์  การเคลื่อนไหวตามปรัชญานี้ก่อให้เกิดการพัฒนาในศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ทั้งด้านการแพทย์ เภสัชกรรม สถาปัตยกรรม เกษตรกรรม การธนาคาร ชุมชน วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ การละคร ดนตรีและศิลปะ ศิลปะการเคลื่อนไหวแบบยูริธมี่ การศึกษาพิเศษ ศิลปะบําบัด จิตวิทยา Read more…

หลักสูตรวอลดอร์ฟ วิชา Gardening

มิถุนายน 24, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

หลักสูตรชุดนี้แปลโดยกลุ่มพ่อแม่บ้านเรียนมัธยม ที่รวมกลุ่มกันจัดการศึกษาวอลดอร์ฟให้ลูกๆของตนเอง  แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ  โดยบางวิชาอาจมีเนื้อหาครบทุกระดับชั้น บางวิชาอาจมีแค่บางช่วงชั้น เนื้อหาและการใช้ภาษารวมถึงคุณภาพในการแปลอาจไม่สมบูรณ์  ผมจะทยอยนำมาลงให้ทีละวิชา และถือเป็นเพียงแค่แนวทางหนึ่งเท่านั้น อาจจะมีหลักสูตรวอลดอร์ฟที่แตกต่างกันไปบ้าง  หวังว่าน่าจะพอใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางในการไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมต่อไป

 

Gardening

ชั้นเรียนที่  6 – 10

กฎเกณฑ์โดยทั่วไป และ จุดหมาย

การทำสวนทำให้เด็กเข้าใจถึงธรรมชาติอันแท้จริงเพราะเขาจะได้รับประสบการณ์ผ่านการกระทำกิจกรรมจากการทำงานและสังเกตการณ์ ตามกาลเวลาที่ล่วงเลยมาเป็นปี ๆ  รวมถึงการรายงานผลที่ได้ผ่านการเรียนรู้  การก่อร่างความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกับความเป็นไปของธรรมชาติ   ผ่านการทำงานร่วมกันในสวนของโรงเรียน  เพื่อที่จะ สามารถเข้าถึงพื้นฐานศักยภาพของการพินิจพิจารณา  และความรับผิดชอบ

บทเรียนของวิชาทำสวนสำหรับเด็กในวัยเล็กสามารถนำไปสู่ตัวตนที่แท้จริงของการศึกษา   เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนรู้ตระหนักถึงความเป็นตัวตนในแบบของปัจเจกบุคคลที่ประจักษ์ชัดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม โดยตระหนักถึงสิ่งที่รบกวนในจิตใจ ที่ขาดซึงความสงบในใจ   ถึงเวลาแล้วเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือจากมือที่มั่นคง เพื่อเปิดไปสู่หนทางตามกำลังความสามารถของพวกเขา   ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งของความขะมักเขม้นทำงานในสวนกับธรรมชาติ และครูเองก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญให้เด็กเห็นถึงขบวนการของขั้นตอนความซับช้อนของการทำงานกับธรรมชาติ

                ทุกโรงเรียนอาจจะมีความเป็นได้ของงานทำสวนที่แตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น ขนาด ความหลากหลายของที่ทำสวนในโรงเรียนควรได้รับการดูแลจากบรรทัดฐานของแนวการศึกษาเป็นหลักในที่สุด

                พื้นที่อำนวย และส่วนประกอบที่สำคัญดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือ

                -บ้านในสวนมีพื้นที่สำหรับงานตามหลักวิชา งานปฏิบัติโดยเฉพาะในหน้าฝน ไปจนถึงหน้าหนาว

                -โรงเก็บอุปกรณ์  ซึ่งต้องมีหลากหลายตาประเภทของเครื่องมือในการขุด  กระถางเพาะชำ รวมถึงไม้สำหรับค้ำยันต้นที่ยังอ่อน เป็นต้น

                -ที่เพาะต้นอ่อน สวนต้นไม้ที่ยังอ่อน ต้นไม้  ผลไม้พุ่ม  พันธุ์ไม้ดอก  รวมถึงหญ้าปูสนาม

                -แปลงผักประจำปี สมุนไพร  ไม้ดอก สำหรับเก็บเกี่ยว

                -ที่สำหรับทำปุ๋ยหมัก Read more…

สอนเด็กให้รักโลก

มิถุนายน 16, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

บทความนี้ได้มานานแล้ว เข้าใจว่าเป็นการแปลจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศ ผมจำไม่ได้ว่าได้มาจากทีไหน แต่น่าจะเป้นในช่วงที่ลูกๆยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ

เนื้อหาบทความจะให้ภาพรวมการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงปีตั้งแต่เกรด 1จนถึง เกรด 6 ของการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ ทั้งนี้ช่วงเวลาที่เด็กเรียนอาจจะไม่สอดคล้องกับเด็กไทยนักเนื่องจากสำนึกในอายุเดียวกันของเด็กไทยอาจช้ากว่าเด็กในยุโรป ดังจะเห็นได้ในโรงเรียนปัญโญทัยที่หลายๆเรื่องจะปรับให้ช้าลงและเหมาะสมกับเด็กไทยมากขึ้น เชิญอ่านดูครับ 

สอนเด็กให้รักโลก 

gr.4_sm                คุณครูสอนเพาะปลูก นำการเพาะปลูกมาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็กอย่างไร? เราอยู่ในเวลาวิกฤติ  วิกฤตเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันจะทำให้เรามีสติ เราต้องการโรงเรียนแบบใหม่อย่างเร่งด่วน การศึกษาปัจจุบันต้องการทำงานกับธรรมชาติ ในสวน และในไร่นา (FARM) ศิลปะการแก้ไขชนิดนี้เป็นวิธีการสอนแบบ “ทำงานกับธรรมชาติ” ซึ่งเป็นเป้าหมายของโลกที่จะนำไปสู่ดาวเคราะห์แห่งรัก เป้าหมายนี้จะสำเร็จได้โดยการเชื่อมต่อมนุษย์กับธรรมชาติ การศึกษาแบบเพาะปลูก (FARMING EDUCATION) ของเรานี้พยายามเชื่อมต่อจิตของเด็กเข้ากับจิตธรรมชาติหลักสูตรการปลูกฝังนี้เป็นการฝึก เมื่อเด็กๆ ได้ทำงานตามขั้นตอนแบบธรรรมชาติเหล่านี้เขาจะรู้สึกธรรมชาติโดยสัญชาตญาน ซึ่งจะนำเข้าไปสู่การตัดสินใจที่ดี เช่นเดียวกับเมื่อเด็กๆ ได้ดูแลที่ดินผืนเดียวกันเขาจะมีการเข้าสังคมที่ดีขึ้น

                เราให้การศึกษากับเด็กได้โดยผ่านความรู้สึก เราทำงานหนักเพื่อป้อนความรู้สึกแต่ไม่ครอบงำ โลกของธรรมชาติจึงเป็นที่ๆ ทำงานของเราเพราะความรู้สึกที่ได้จะเป็นไปโดยธรรมชาติไม่ถูกครอบงำ   เราจะพบวิวัฒนาการของเด็กได้ดีที่สุดอย่างไรโดยใช้การเพาะปลูกเป็นสิ่งแวดล้อมที่จะรักษาทั้งเด็กและโลก บทเรียนอะไรจะเหมาะสมและสำหรับอายุเท่าไหร่ และเหตุใด

 ประถมหนึ่ง : ความกลัวและความสงสัย

                ก่อนอายุ ๙ ขวบเด็กยังผูกพันอยู่กับสิ่งแวดล้อมของเขา  ในเกรดหนึ่งเด็กจะมีความคิดร่วมกัน เขาอยู่ในความกลัวและสงสัย มันเป็นการดีที่จะดูดอกไม้ท่าทางเปิดแบบของเขา DANDELION DAHLIA SUNFLOWER, TULIP ความสำคัญของส่วนประกอบในธรรมชาติเกิดขึ้นในการเล่นของเด็กๆ การค้นพบและเก็บสิ่งมีค่า เขามีแรงจูงใจและสัญชาตณานตามธรรมชาติที่จะทำการเพาะปลูกและสร้างบ้านเทพนิยาย การทำงานที่มีส่วนประกอบทำให้เขาคิดหาส่วนประกอบต่างๆ นี้ เขาสามารถตกแต่งจัดวางกระจายเมล็ดดอกไม้ป่าทั้งหมดเพื่อช่วยธรรมชาติในโลกซึ่งเด็กในอายุนี้ใกล้ชิดที่สุด เราจำเป็นต้องถามว่าเราคุยกันอย่างไรเกี่ยวกับธรรมชาติ และอะไรคืออารมณ์ของธรรมชาติต่อโลก Read more…

หลักสูตรวิชาศิลปะสากล ตามแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ

มิถุนายน 5, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

บทความชุดหลักสูตรนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ โดยกลุ่มพ่อแม่เพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนในช่วงจัดทำบ้านเรียนชั้นมัธยม ผมได้ทยอยนำลงไปหลายวิชาแล้ว และจะนำมาลงไปเรื่อยๆ จนครบเท่าที่มีอยู่ อาจไม่ครบทุกวิชาหรือทุกชั้น แต่ก็คงพอได้แนวทางประกอบสำหรับทุกท่านที่สนใจ

Modeling&Scupture 

Modeling Class1-3      ใช้ขี้ผึ้งและดิน

อายุ 9 ขวบ

°         การปั้นเกี่ยวเนื่องกับ Form Drawing เริ่มแรกปั้นรูปวงกลม  ปีรามิด  การปั้นเป็นการพัฒนาการใช้มือ  และการสร้างรูปทรงจากความรู้สึกภายใน  ไม่ใช่การเอาดินมาเติมทีละนิดให้เป็นรูปร่าง  แต่ทำการปั้นจากรูปทรงทั้งหมดและค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่าง  ในงาน Drawing  เป็นการใช้มือให้สัมพันธ์กับสายตา  แต่ในงานปั้นเป็นการใช้มือให้รู้สึกถึงการสัมผัสพื้นผิว  การปั้นเกี่ยวเนื่องกับ Form Drawing  และเรื่องราวใน Main lesson

°         ในงานปั้น  เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องรูปทรง  ทิศทาง  ความสมดุล  กฎเรื่องแรง  ความสมมาตร

°         งานปั้นจะทำให้เด็กเงียบและมีสมาธิในงาน

°         ครูไม่ควรปั้นงานสำเร็จให้เด็กดู  ควรพูดนำให้เด็กเกิดความคิดความรู้สึกและทำงานออกมาเอง

°         งานปั้น  ครูควรคุยกับเด็กให้เด็กอธิบายความรู้สึกที่เกิดกับงาน  ตามพัฒนาการอายุเด็ก

°         ในงานปั้นสอนให้เด็ก  คำนึงถึงรูปทรงของงานที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม  และรูปทรงที่สัมพันธ์กันเอง  โดยนำรูปทรง 2 ชิ้นมาวางใกล้กันและให้สัมพันธ์กันและให้เด็กอธิบาย Read more…

หลักสูตรงานฝีมือชั้นประถม1 ถึงประถม6 แปลจากหนังสือ Will-developed intelligence

พฤษภาคม 6, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

บทแปลจากหนังสือ Will-developed intelligence

หลักสูตรงานฝีมือชั้นประถม 1 ถึง ประถม 6

ป.1

วัตถุประสงค์

 

            งานในชั้นเรียนประถม 1 คือ การเปลี่ยนถ่ายจากการละเล่นไปสู่การทำงานโดยวิถีแห่งการเล่นและเป็นไปอย่างมีศิลปะ เด็กจะเริ่มเรียนด้วยวิธีการเลียนแบบครู  ทั้งเด็กหญิงและเด็กชายเรียนการถักนิตติ้งด้วยไม้นิตติ้งสองไม้   ในด้านหนึ่งของการถักนิตติ้งจะช่วยฝึกฝนในเรื่องสำนึกรู้และความคล่องแคล่วของมือทั้งสอง และในอีกด้านหนึ่ง นิตติ้งจะปลุกและสนับสนุนให้เกิดพลังทางใจแก่เด็กจากการที่เด็กได้เห็นการเปลี่ยนถ่ายจากหนึ่งมิติ (นุ่น –ผู้แปล)  จากนั้นก็กลายมาเป็นเส้นด้ายซึ่งเป็นลักษณะสองมิติ  และในที่สุดก็นำไปสู่การใช้งานในมิติที่สาม (การถักนิตติ้งให้เป็นชิ้นงาน – ผู้แปล)   เด็กควรเริ่มพัฒนาความรู้สึกในเรื่องการออกแบบในเชิงการใช้งานและพัฒนาความรู้สึกในเรื่องการใช้สีให้เหมาะสมกับชิ้นงานและการออกแบบรูปร่างแบบง่ายๆ

 

เนื้อหาการสอน

  • การสางเส้นใยขนแกะและทำให้เป็นเส้นใยแกะ
  • อัดขนแกะที่ฟูให้เป็นแผ่น
  • ทำไม้นิตติ้งโดยการใช้ไม้ยาวกลมมาขัดด้วยกระดาษทรายและเคลือบน้ำยา
  • ถักนิตติ้งแบบ plain และเย็บแบบง่ายๆให้เกิดเป็นชิ้นงาน เช่น Gnomes, ลูกบอล, ถุงขลุย, ตุ๊กตาตัวเล็ก และสัตว์, ผ้าจับหูกะทะ อื่นๆ   การถักจะเริ่มด้วยการใช้เส้นฝ้ายสีขาวก่อนที่จะใช้เส้นขนแกะ,  และใช้สีแม่สีหลัก 3 สี
  • การเย็บปักบนผ้าขนแกะโดยใช้เส้นไหม ปักเป็นเส้นตรง และ เส้นแทยงมุม
  • ทำเชือกสำหรับไว้มัดของ หรือ เชือกกระโดด โดยการใช้เส้นฝ้ายหรือ  parcel string หรือ ทำจากขนแกะ
  • ทำนกหวีดจากกิ่งไม้สีเขียว
  • งานย่อยอื่นๆในชั้นเรียน ได้แก่ การวาดรูปทรงต่างๆ (Form drawing), การออกแบบงานนิตติ้งแบบง่ายๆ, การฉีกกระดาษทิชชูเพื่อการทำ Transparencies(ลักษณะการฉีกกระดาษฉาแล้วทากาวแปะเป็นรูปต่างๆให้สวยงาม- ผู้แปล) และอื่นๆ ,  ชิ้นงานที่เชื่อมโยงกับฤดูกาลและงานเทศกาลและเนื้อหาบทเรียนหลัก, ทำไม้ปั่นด้าย(making wooden drop spindle), ถักเป็นตาข่ายเพื่อทำเป็นที่หุ้มแก้วน้ำ และอื่นๆ

 

ป.2

วัตถุประสงค์

  Read more…

หลักสูตรวิชาฟิสิกส์ ตามแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ

มีนาคม 28, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

บทความชุดหลักสูตรนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ โดยกลุ่มพ่อแม่เพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนในช่วงจัดทำบ้านเรียนชั้นมัธยม  ผมได้ทยอยนำลงไปหลายวิชาแล้ว และจะนำมาลงไปเรื่อยๆ จนครบเท่าที่มีอยู่ อาจไม่ครบทุกวิชาหรือทุกชั้น  แต่ก็คงพอได้แนวทางประกอบสำหรับทุกท่านที่สนใจ

ฟิสิกส์  Physics

ส่วนสำคัญและวัตถุประสงค์ทั่วไปในการสอนวิชาฟิสิกส์ในระดับ Middle School (ชั้น Grade 6 ถึง Grade 8 )

 

วัตถุประสงค์หลักในการสอนวิทยาศาสตร์คือการเข้าใจถึงแก่นของวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ รวมถึงการนำเสนออย่างสร้างสรรค์ต่อความรู้สึกต่างๆ นี่หมายถึงการพัฒนาความสามารถในการสังเกตท่าทีจริงของธรรมชาติ บทเรียนวิทยาศาสตร์เริ่มในช่วงอายุที่เด็กมีความสามารถที่มองเห็นโลกแบบง่ายๆ และพวกเขาจะต้องถูกปลูกฝังความสามารถในการคิด การคิดในเชิงคุณสมบัติ (qualitative thinking) จะถูกพัฒนาขึ้นจากการพิจารณาอย่างต่อเนื่องถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และโลกที่ปรับเปลี่ยน

คำถามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติได้สูญหายไป โดยการจำกัดวิทยาศาสตร์ไว้เพียงในเชิงปริมาณ (quantitative) ด้วยขนาด ตัวเลขและน้ำหนัก ดังที่กาลิเลโอได้เคยกระทำ ในช่วงการขึ้นของยุค modern age คนได้เริ่มตั้งคำถามว่าจะควบคุมธรรมชาติได้อย่างไร และมองว่าการควบคุมนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แนวความคิดนี้มีความเชื่อมโยงกับการเกิดขึ้นของมุมมองแบบง่ายๆ (casual) และมุมมองเชิงแบบจำลอง (model) ตามทฤษฎี เพราะว่าความเชี่ยวชาญในกระบวนการตามธรรมชาติจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคุณสามารถอธิบายมันได้อย่างง่ายๆ ถ้าไม่สามารถทำได้ในตอนแรกปรากฏการณ์ธรรมชาติจะถูกลดทอนจากเชิงแนวคิดไปเป็นกระบวนการที่สามารถอธิบายได้

สิ่งที่เป็นอันตรายคือแนวคิดของการยัดเยียดแบบจำลองของธรรมชาติ (models of nature) ที่เป็นเชิงปริมาณและที่เป็นชิ้นเล็กๆจะถูกมองโดยนักเรียนว่าเป็นสภาพวัตถุอย่างนั้นจริง โดยประสบการณ์ ได้มีตัวอย่างของหลักสูตรที่ทำขึ้นในปี 1977 ซึ่งมีคำเตือนว่า “มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แบบจำลองที่ไม่สมบูรณ์นักเมื่อเริ่มต้นของการสอน และต้องมีปรากฏการธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับธาตุทั้งสี่ที่ไม่สามารถอธิบายได้โดยแบบจำลองที่ใช้อยู่ และนี่แหละจะทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจถึงหลักของแบบจำลองที่ไม่เพียงพอสำหรับการนำมาใช้ (principle of the insufficiency of models)” Read more…

หลักสูตรวอลดอร์ฟ วิชาภูมิศาสตร์ เกรด7-9

มีนาคม 17, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

บทแปลหลักสูตรการศึกษา แนววอลดอร์ฟ วิชา ภูมิศาสตร์ ชุดนี้แปลโดย พ่อติ๊ก  เพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มบ้านเรียนมัธยม มีเฉพาะของเกรด 7-9   

ผมเคยได้รับรู้มาว่าการศึกษาวอลดอร์ฟ จัดเนื้อหาวิชาภูมิศาสตร์ ย้อนทางกับวิชาประวัติศาสตร์  โดยวิชาภูมิศาสตร์จะให้เด็กเรียนรู้จากจุดที่เล็กและใกล้ตัวที่สุด เช่น บ้าน โรงเรียน ท้องถิ่น แล้วก็ขยายกว้างไปเรื่อยๆ  ส่วนวิชาประวัติศาสตร์ จะเรียนรู้เริ่มจาก สิ่งที่ไกลตัวแล้วค่อยๆย้อนกลับมาหาตัวตนของเด็ก  จากแนวคิดดังกล่าวจึงเรียงร้อยออกมาเป็นเนื้อหาที่จัดลำดับให้เหมาะสมกับวัยของด็กในแต่ละชั้นปี ดังที่เราจะเห็นเด็กเรียนรู้อารยธรรมของโลก ที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านแต่ละยุคสมัย แล้วค่อยๆลงมาสู่ประวัติศาสตร์ของชนชาติเราและตัวเรา  หากไม่ใช่อย่างที่ผมเข้าใจ ท่านผู้อ่านช่วยแสดงความเห็นด้วยครับ

บทความชุดหลักสูตรนี้ผมได้ทยอยนำลงไปหลายวิชาแล้ว และจะนำมาลงไปเรื่อยๆ จนครบเท่าที่มีอยู่ อาจไม่ครบทุกวิชาหรือทุกชั้น  แต่ก็คงพอได้แนวทางประกอบสำหรับทุกท่านที่สนใจ

หลักสูตร วิชา ภูมิศาสตร์ เกรด 7-9 

วัตถุประสงค์ และความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กในการเรียน

วิชา ภูมิศาสตร์ ในระดับ เกรด 7-9

บทเรียนในเกรด 7

มุมมองและแนวทาง

ช่วงเกรด 7-8 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก

  • ยุคเกษตรกรรมไปสู่ ยุคอุตสาหกรรมและ
  • การค้าขายระหว่างสังคมในโลกที่หลากหลายวัฒนธรรม

ซึ่งเป็นสิ่งที่สไตเนอร์กล่าวเน้นถึง  และแนะนำให้ครูเลือกใช้วัตถุดิบทั้งสองด้านข้างต้นสำหรับสอนในชั้นเรียน

ในด้านของวัฒนธรรม แนะนำให้หยิบยกประวัติศาสตร์เป็นตัวนำทางไปสู่การสอนภูมิศาสตร์  

ในชั้นเรียนเกรด 7  วิชาประวัติศาสตร์จะอยู่ในยูคสมัยแห่งการค้นพบ  รวมไปถึงเปลี่ยนจากยุคแห่งความเชื่อในการมองโลกตามแนวของปโตเลมี ไปสู่ ความเชื่อแบบโคเปอร์นิคัส     ซึ่งกรณีนี้จะนำพาเด็กให้เห็นถึงมุมมองและความเชื่อในเรื่องโลกและจักรวาล ที่ไม่เคยหยุดนิ่งเหมือนหินแต่กลับเปลี่ยนไปตลอดเวลา Read more…

หลักสูตรวิชาดนตรี ในการศึกษาวอลดอร์ฟ

มีนาคม 12, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

หลักสูตรดนตรี

หลักสูตรวิชาดนตรี

Music curriculum

เกรด1-12

จุดประสงค์และผลที่ได้รับสำหรับเกรด1-8

          ดนตรีพูดคุยกับมนุษย์และมนุษย์มีประสบการณ์ทางภาษากับดนตรีในดวงจิตของเขา  เฉกเดียวกับภาษาดนตรีก็มีอาณาจักรซึ่งเป็นอาณาจักรของการเข้าใจและการรู้  โดยผ่านทฤษฎีดนตรี   อาณาจักรของความรู้สึกที่ประกอบด้วยทุกสิ่งที่เกี่ยวกับความกลมกลืน  (harmony) อารมณ์ (moods)(major, minor)  ความตึงเครียดและการผ่อนคลาย  และอาณาจักรที่ ๓ คือการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจังหวะ  ทั้ง ๓   สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวสะท้อนถึงดวงจิต(=ชีวิตด้านใน)(soul life)ของมนุษย์ 

บทเพลงมีอยู่ทุกขณะ  ซึ่งประกอบด้วยการเปลี่ยนท่วงทำนองของเทศะ (space)ที่เคลื่อนไหวของกาล (time)  มันเกิดขึ้นและหายไปตามธรรมชาติ  แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือความรู้สึกประทับภายในใจหรือการคาดหวังทำให้เต็มตื้น  เกิดความทรงจำ  และเต็มไปด้วยแรงผลักดัน  ภาพของดนตรีมีลักษณะที่ถูกเคลื่อนและเคลื่อนเองพร้อมๆกัน  ลักษณะของภาพคือการเคลื่อนไหว  ลักษณะที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้(plastic)ของดนตรีก็เช่นกัน  คือคุณสมบัติของการปรับเปลี่ยนรูปทรงนั้นเลื่อนไหลแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา  ที่ว่างของสถาปัตยกรรมกับเรื่องดนตรีนั้นตรงกันข้ามเป็นคนละขั้ว  แต่ก็ยังกำหนดกันและกัน  คือความเคลื่อนไหวกลายเป็นรูปทรงและรูปทรงที่ถูกเคลื่อนและเคลื่อนเอง  ดนตรีที่เข้าใจในแนวนี้  จะให้เด็กรู้ได้ประสบได้  และปลูกฝัง ………….ได้อย่างไร

 การทำหลักสูตรตนตรีของหลักการสอนแบบวอลดอร์ฟ  ควรจะเป็นการพัฒนาเด็กตามวัยด้วยดนตรี  เป็นการจับคู่ระหว่างธรรมชาติของดนตรีกับธรรมชาติของเด็ก  วิธีการและเนื้อหาควรถักทอเข้าด้วยกัน  ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของหลักสูตรดนตรี  Read more…

หลักสูตรวิชายูริธมี่ เกรด1-12

มีนาคม 3, 2009 Blue Blog 1 comment

วันก่อน ได้นั่งดูนักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนปัญโญทัย แสดงยูริธมี่  เลยนึกขึ้นได้ว่ามีบทแปลหลักสูตร ยูริธมี่ ที่พ่อแม่กลุ่มบ้านเรียนมัธยม เคยแปลไว้  ผมนำมาลงไว้ประกอบข้อมูลกับผู้สนใจ เพื่อให้พอรู้ว่าวิชานี้เด็กๆเรียนอะไรกัน และเรียนไปทำไม

 

ยูริธมี่ (Eurhythmy)

 

ชั้นเรียนที่หนึ่งถึงสิบสอง

 ทิศทางและจุดมุ่งหมายโดยทั่วไปของชั้นเรียนที่หนึ่งถึงแปด

eurythmy

 เมื่อตอนที่โรงเรียนวอลดอร์ฟได้รับการก่อตั้งขึ้น สไตน์เนอร์ได้รวมยูริธมี่เข้าเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรหลักตั้งแต่ต้น  เนื่องด้วยวิชานี้เป็นวิชาใหม่และไม่มีสอนที่อื่นนอกจากโรงเรียนในเครือของสไตน์เนอร์วอลดอร์ฟ ยูริธมี่จึงเป็นวิชาที่มีสถานะพิเศษไม่เหมือนวิชาอื่นในหลักสูตร  วิชานี้สำคัญมากต่อการช่วยพัฒนามนุษย์หากได้รับการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในช่วงอายุและช่วงการพัฒนาต่าง ๆ    ยูริธมี่ถือเป็นศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวที่รวมเอาความเป็นมนุษย์ทั้งหมดเอาไว้ ทั้งการเคลื่อนไหวทางร่างกายและการเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณ อันจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันกลมกลืนกันระหว่างจิตวิญญาณและร่างกายของมนุษย์

 ด้วยความที่โดยแก่นแล้วยูริธมี่เป็นกระบวนการทางศิลปะ ศาสตร์แขนงนี้จึงต่างจากยิมนาสติกที่มีจุดมุ่งหมายหลากหลายเพื่อบังคับร่างกายให้ กระชับ อ่อนตัว กลมกลืน และเป็นอิสระ  ยิมนาสติกคือศาสตร์ที่เอาทุกส่วนของมนุษย์มาสัมพันธ์กับกฎทางกายภาพที่กำหนดช่องว่างระหว่างความอ่อนไหวและความหนักแน่นจริงจังรวมทั้งสมดุลที่มนุษย์ได้จากขั้วทั้งสองนี้ ยูริธมี่ก็เป็นศาสตร์ที่เอาขั้วความอ่อนไหวและขั้วความหนักแน่นจริงจังมาใช้เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้นำมาใช้ทางร่างกายแต่ผ่านทางประสบการณ์ภายในจิตใจด้วยสิ่งที่เรียกว่า “การเคลื่อนไหวที่ใส่จิตวิญญาณเอาไว้” สิ่งนี้เองทำให้ยูริธมี่คล้ายคลึงกับการเต้นรำมากกว่ายิมนาสติกeurythmy2

เหตุผลที่ทำให้ยูริธมี่เป็นศิลปะนั้นมีสองแง่ ในแง่หนึ่ง ก็เพราะจิตใจมีบทบาทในการกำหนดว่าความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายจะเป็นไปอย่างไร อีกแง่หนึ่ง ก็เพราะว่าในทางกลับกันการเคลื่อนไหวย่อมมีพื้นฐานมาจากกฎทางรูปธรรมซึ่งเราเรียนรู้ทางใจ ทั้งนี้แง่มุมที่สุนทรียะของยูริธมี่มาจากการพิจารณาทางศิลปะ เวลาตีความธรรมชาติของเนื้อหาของเพลงหรือบทกวีที่นำมาแสดงในยูริธมี่ โดยตัวศิลปินจะเป็นผู้เลือกองค์ประกอบทางดนตรี สไตล์ และภาษา มาใส่อารมณ์และออกแบบท่าเต้นเพื่อตีความศิลปะนั้น ๆ  การที่จิตใจของเรามีบทบาทกำหนดการเคลื่อนไหวนั้นหมายความว่าความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นจนเคลื่อนไหวจากภายใน Read more…

หลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ เกรด7และ8 ของการศึกษาวอลดอร์ฟ

กุมภาพันธ์ 25, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

พ่อแม่อย่างเราๆไม่มีใครสักคนที่เคยผ่านการศึกษาแบบนี้มาก่อน  เราเคยแต่ผ่านการศึกษาในแบบกระแสหลัก ดังนั้นเราจึงมักนำสิ่งที่ลูกเรียนมาเทียบเคียงกับที่เราเคยเรียน หรือเทียบเคียงกับเด็กข้างบ้าน หรือกับหลานๆของเรา  เวลาที่พูดถึงแนวการศึกษาแบบวอลดอร์ฟนั้น มันไม่มีมีหลักสูตรกำหนดว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพียงแต่ว่าคนที่จัดการศึกษาแบบนี้ต่างก็เชื่อในแนวคิดมนุษยปรัชญาที่ ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์  ได้ให้แนวทางไว้ แล้วผู้ที่ทำงานต่อๆมาก็นำมาตีความและจัดการศึกษาไปตามแต่ความเข้าใจ ขณะเดียวกันก็มีการจัดกลุ่มแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดและพัฒนา โดยมีเครือข่ายในรูปแบบต่างๆที่ก่อรูปขึ้นทั่วโลก  อีกทั้งยังพัฒนาออกไปสู่บริบทต่างๆนอกเหนือจากการศึกษาอีกด้วย  เช่นการเกษตร การบริหารจัดการ  สถาปัตยกรรม เป็นต้น   

ในแต่ละประเทศเองก็อาจปรับแต่งการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับสังคมวัฒนธรรมของตนเอง  บางคนเคยตั้งคำถามว่า จะมีการตรวจสอบหรือไม่ว่าที่ใดใช่หรือไม่ใช่วอลดอร์ฟ  ที่จริงแล้วการศึกษาวอลดอร์ฟนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของผู้ทำหน้าที่อนุญาตว่าใครจะมีสิทธิ์นำไปใช้   มันเป็นแนวคิดที่มีอยู่และมีผู้นำไปปฎิบัติ  แล้วก็ส่งต่อถ่ายทอดกันไปเรื่อยๆ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกลุ่มผู้ที่สนใจ ระหว่างผู้ที่มีประสบการณ์มายาวนานกับผู้ที่พึ่งสนใจกับแนวคิดนี้

มีพ่อแม่กลุ่มหนึ่งได้สนใจการศึกษาแบบนี้ที่ลูกๆเรียนอยู่  จึงได้ร่วมมือกันแปลหลักสูตรการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ มาเป็นภาษาไทย  ทั้งนี้หลักสูตรชุดนี้ถือเป็นเพียงแค่แนวทางหนึ่งเท่านั้น อาจจะมีหลักสูตรวอลดอร์ฟในแบบต่างๆ ที่เหลื่อมเวลากันไปบ้างหรือมีเนื้อหาแตกต่างกันไปบ้าง  ผมจะทยอยนำมาลงไปทีละวิชา  โดยบางวิชาอาจมีเนื้อหาครบทุกระดับชั้น บางวิชาอาจมีแค่บางช่วงชั้น  เนื้อหาและการใช้ภาษารวมถึงคุณภาพในการแปลอาจไม่สมบูรณ์  แต่คงเป็นประโยชน์ให้พอใช้เป็นแนวทางในการไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมต่อไป

 

คณิตศาสตร์

วัตถุประสงค์ และความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กในการเรียน

วิชา  Arithmetic & Mathematics ในระดับ เกรด 7-8

 

     หลังจากอายุ12 ปี   เด็กมีความสามารถ มากขึ้นในการทำความเข้าใจกับหลักเหตุและผลภายในตัวตน   และจะเริ่มเข้าสู่หลักการทางพีชคณิต เป็นช่วงผ่านจากกิจกรรมการคำนวณธรรมดาไปสู่การฝึกฝนการสังเกต การคำนวณ แบบมีขั้นตอน  จากนั้นพัฒนาไปสู่การค้นพบรูปแบบความสัมพันธ์ในกระบวนการคำนวณทางคณิตศาสตร์  Read more…