Archive

Archive for the ‘บทความวิชาการ’ Category

จังหวะในชั้นเรียนอนุบาล วอลดอร์ฟ

กันยายน 21, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

เมื่อคราวเตรียมการจัดงาน 90ปี วอลดอร์ฟ  คุณอนัญญา ผู้ปกครองที่ปัญโญทัย ได้กรุณาเป็นธุระรวบรวม ข้อมูลเรื่อง กิจกรรมการเรียนการสอนของเด็กแต่ละช่วงชั้น ที่เป็นไปด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ทั้งจังหวะของวัน ของสัปดาห์ และของปี  โดยการรวบรวมได้ใช้วิธีสอบถามจากคุณครูผู้สอนที่โรงเรียนปัญโญทัย  แต่บทความชุดนี้ไม่ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในงาน 90ปี  จึงขอใช้พื้นที่นี้เพื่อเผยแพร่และเผื่อที่จะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านตามสมควร   ทั้งนี้เรื่องของจังหวะและความสม่ำเสมอในการทำสิ่งต่างๆ ในการศึกษาแนว วอลดอร์ฟ มีเหตุผลรองรับที่น่าสนใจ จะได้นำมาเผยแพร่เพิ่มเติมในโอกาสต่อๆไป

จังหวะในชั้นเรียนอนุบาล

การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน วอลดอร์ฟ จะคำนึงจังหวะเป็นหลัก  โดยในชั้นอนุบาลนั้นจะต้องมีจังหวะที่ชัดเจนมาก  จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้  เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดความหวาดระแวงในเด็กเล็ก ๆ นี้  และจังหวะที่มั่นคงจะช่วยสร้างความมั่นคงภายในเด็กให้เกิดขึ้นได้  จังหวะที่เกิดขึ้นก็จะมีจังหวะของวัน  จังหวะของสัปดาห์  จังหวะของปี  สำหรับปัญโญทัย  หลังจากที่พ่อแม่ส่งลูกให้ครูแล้ว

จังหวะในแต่ละวันจะเป็นดังนี้คือ Read more…

การเรียนการสอนในแต่ละช่วงชั้น (ระดับมัธยมปลาย) ของการศึกษาวอลดอร์ฟ [ชุดบทความ90ปีวอลดอร์ฟ]

กันยายน 13, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลาย ฉบับ โดยได้ระบุแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความ

การเรียนการสอนในแต่ละช่วงชั้น ของการศึกษาวอลดอร์ฟ

มัธยมปลาย ( ตั้งแต่มัธยม3จนถึงมัธยม6 )

  • เมื่อพลังแห่งการคิดวิเคราะห์ของวัยแรกรุ่นเริ่มปรากฏ เด็กๆจะได้รับการพัฒนาผ่านวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาวิชานั้น ๆ
  • บทบาทของครูคือผู้ช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถพัฒนาพลังความคิดของเขาขึ้นเอง
  • หัวใจสำคัญของการเรียนคือ ให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงต่อเหตุการณ์นั้น เช่น การทดลองและการสังเกตจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ
  • การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วตามธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นจะได้รับการตอบสนองด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับ “ คำถาม “ ภายในใจของนักเรียนที่เกิดขึ้นในแต่ละปี
  • วิชาเดิมหลายวิชาจะถูกนำมาสอนด้วยวิธีที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านั้นเด็กเรียนรู้ผ่านความรู้สึก ด้วยเรื่องราวโลดโผน ด้วยจินตภาพ  แต่ในระดับมัธยมปลายเด็กจะเรียนรู้และเข้าใจวิชาต่าง ๆ โดยผ่านการนำเสนอ การพูดคุยหารือ การใคร่ครวญ และการขบคิด
  • วิชาต่าง ๆ ก็คือเนื้อหาสาระของโลก ซึ่งสานทอขึ้นอย่างบูรณาการณ์ อาทิเช่น
    • วิทยาศาสตร์ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะสังเกตกระบวนการธรรมชาติและกระบวนการกลไก
    • ภาษาต่างประเทศช่วยให้เข้าใจวิธีคิดของอีกวัฒนธรรมหนึ่ง และสามารถสื่อสารได้
    • คณิตศาสตร์ช่วยให้มีประสบการณ์ในความมหัศจรรย์ของรูปทรง รวมทั้งแบบแผนของตัวเลขและธรรมชาติ
    • ศิลปะเปิดโอกาสให้พัฒนาความละเอียดอ่อนภายในต่อกระบวนการที่มีชีวิตขึ้นมา
    • หัตถกรรมเอื้อให้เขาเรียนรู้ที่จะนำสุนทรีย์มาสู่โลกแห่งการใช้สอย
    • ดนตรีอำนวยให้เขาพัฒนาสำนึกแห่งเสียงที่เป็นของตัวเองขึ้นมา พร้อมทั้งมีประสบการณ์ทางสังคมในการเล่นดนตรีร่วมกัน
  • ครูจะคัดเลือกเนื้อหาจากหนังสือบางเล่มที่สัมพันธ์กับนักเรียนในห้องเป็นพิเศษ และมอบหมายงานที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นคว้าวิชานั้นโดยผ่านสื่อต่าง ๆ การประเมินผลจะดูจากธรรมชาติของเด็กแต่ละคนในชั้น
  • การจัดตารางเรียนจะให้วิชาที่ต้องใช้ความตื่นตัวสูงสุดอยู่ในช่วงเช้าและเป็นวิชาหลัก ส่วนช่วงที่เหลือของวันจะประกอบด้วยวิชาหลากหลาย เช่น ภาษาต่างประเทศ ทักษะการใช้ภาษา วรรณคดี ขับร้องประสานเสียง ออร์เคสตร้า ศิลปะและงานฝีมือ ยูริธมี่ และพละศึกษา

เรียบเรียงจาก

  • ศิลปะการสอนที่มีชีวิต บทความโดย  คุณยุทธชัย เฉลิมชัย
  • การศึกษาวอลดอร์ฟ บทความโดย ผศ. ดร.บุษบง ตันติวงศ์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • หัวเลี้ยวหัวต่อ เด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง หนังสือ โดย Betty Stale แปลโดย จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ
  • การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย ตามแนวคิดวอลดอร์ฟ   รายงานการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายแพทย์พร พันธุ์โอสถ
  • คุณคือครูคนแรกของลูก  หนังสือ เขียนโดย Rihima Balawin Dancy แปลโดย สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์
  • History of Waldorf schools – Wikipedia, the free encyclopedia
  • Waldorf schools and Waldorf education – a growing school movement
  • The Waldorf Movement
  • การเรียนการสอนในแต่ละช่วงชั้น (ระดับประถม) ของการศึกษาวอลดอร์ฟ [ชุดบทความ90ปีวอลดอร์ฟ]

    กันยายน 12, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลาย ฉบับ โดยได้ระบุแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความ

    ระดับประถม (ตั้งแต่เกรด1ถึง8 หรือ ประถม1จนถึงมัธยม2)

    • เด็กที่เคยผ่านวัยอนุบาลในการศึกษาวอลดอร์ฟมาแล้ว จะเข้าสู่ชั้นประถม โดยมีประสบการณ์ต่อธรรมชาติและมนุษย์ชาติด้วยความรักและเคารพ
    • เด็กประถมจะเรียนรู้ ด้วยภาพที่มีชีวิต  เนื้อหาสาระได้รับการถ่ายทอดผ่านความรู้สึก และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสรูปแบบต่าง ๆ และด้วยวิธีการหลากหลาย โดยวิธีนี้ประสบการณ์ต่อโลกของเด็กจึงมีหลากหลายมิติ
    • เด็ก ๆ ได้รับการพัฒนาไปตามระดับชั้นต่าง  ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เน้นการให้คะแนนตามระดับสิ่งที่รู้ แต่จุดเน้นคือ การให้เด็กได้มีประสบการณ์ต่อความ Read more…

    การเรียนการสอนในแต่ละช่วงชั้น (ระดับปฐมวัย) ของการศึกษาวอลดอร์ฟ [ชุดบทความ90ปีวอลดอร์ฟ]

    กันยายน 11, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลาย ฉบับ โดยได้ระบุแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความ

    การเรียนการสอนในแต่ละช่วงชั้น ของการศึกษาวอลดอร์ฟ

    ระดับปฐมวัย

    • เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านแบบอย่างและการเลียนแบบเป็นหลัก  ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหว ท่วงทำนอง เทพนิยาย และภาษาพูด
    • กิจวัตรประจำวันของเด็กเล็กก่อนวัยเรียนและอนุบาลได้แก่ การเล่นอิสระ การเคลื่อนไหว การนั่งล้อมวงฟังนิทาน และหัตถกรรมหรือกิจกรรมทางศิลปะ (เช่นการระบายสีน้ำ ปั้นขี้ผึ้ง ระบายสีด้วยสีเทียนแท่ง อบขนมปัง และอื่นๆ ) Read more…

    โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ [ชุดบทความ90ปีวอลดอร์ฟ]

    กันยายน 11, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลาย ฉบับ โดยได้ระบุแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความ

    โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้


    • โรงเรียนวอลดอร์ฟเป็นชุมชนทางการศึกษาที่เป็นเอกเทศ มีอิสระในตนเอง โดยผู้ปกครองและครูร่วมกันเป็นผู้จัดการกับทรัพยากรของโรงเรียน พร้อมทั้งกำหนดความสำคัญก่อนหลังของงานโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่มีต่อเด็ก  ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่เต็มไปด้วยการแตกสลายของครอบครัว ความสับสนทางจริยธรรมในสังคม และความแปลกแยกระหว่างคนแต่ละรุ่น โรงเรียนวอลดอร์ฟจึงกลายเป็นจุดรวมของความร่วมมือร่วมใจ
    • โรงเรียนวอลดอร์ฟหลายๆแห่ง คาดหวังให้พ่อแม่มีทัศนคติหรือมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับที่โรงเรียนตั้งไว้ เพราะการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของเด็กที่เข้าเรียนไม่อาจทิ้งให้เป็นภาระของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียวได้ และจะเป็นการเสียเปล่าหากอยู่ที่โรงเรียนแล้วเด็กมีวิถีชีวิตอย่างหนึ่ง และเมื่อกลับบ้านต้องแปรเปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง

    เรียบเรียงจาก

  • ศิลปะการสอนที่มีชีวิต บทความโดย  คุณยุทธชัย เฉลิมชัย
  • การศึกษาวอลดอร์ฟ บทความโดย ผศ. ดร.บุษบง ตันติวงศ์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • หัวเลี้ยวหัวต่อ เด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง หนังสือ โดย Betty Stale แปลโดย จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ
  • การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย ตามแนวคิดวอลดอร์ฟ   รายงานการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายแพทย์พร พันธุ์โอสถ
  • คุณคือครูคนแรกของลูก  หนังสือ เขียนโดย Rihima Balawin Dancy แปลโดย สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์
  • History of Waldorf schools – Wikipedia, the free encyclopedia
  • Waldorf schools and Waldorf education – a growing school movement
  • The Waldorf Movement
  • สะพานสายรุ้ง ฉบับที่ 2 กันยายน 2552

    กันยายน 8, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    วารสาร  สะพานสายรุ้ง ฉบับที่ 2  กันยายน 2552

    สะพานสายรุ้ง-กย--52-(2)-1 Read more…

    เป้าหมายของการศึกษาวอลดอร์ฟ [ชุดบทความ90ปีวอลดอร์ฟ]

    กันยายน 7, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลายฉบับ โดยได้ระบุแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความ

    เป้าหมายของการศึกษาวอลดอร์ฟ 

    • การให้การศึกษาคือ การช่วยให้มนุษย์บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนมีและสามารถกำหนดจุดมุ่งหมายและแนวทางแก่ชีวิตของตนได้อย่างอิสระตามกำลังความสามารถของตน   
    • การศึกษาเป็นไปเพื่อให้มนุษย์สามารถค้นพบส่วนต่างๆและเข้าใจในชีวิตภายในของตนเอง  เพื่อให้สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของตน   
    • ให้การศึกษาเรื่องมนุษย์และความเชื่อมโยงของมนุษย์กับโลกและจักรวาล   การเชื่อมโยงทุกเรื่องกับมนุษย์เป็นการสอนให้รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตนในโลก  และไม่ยึดตนเอง(อัตตา)  
    • พัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพที่สมดุลกลมกลืนในสามวิถีทางที่ สัมพันธ์กับโลก   และได้ใช้พลังทั้ง3 ด้านอย่างพอเหมาะ  ผ่านกิจกรรมทางกาย (ด้านการปฎิบัติ) ทางอารมณ์ความรู้สึก(ด้านศิลปะ) และทางกระบวนการคิด (ด้านสติปัญญา)

    กล่าวโดยสรุป การศึกษาวอลดอร์ฟมุ่งหมายที่จะดึงศักยภาพซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวเด็กแต่ละคนให้แสดงออกมา ไม่ใช่มุ่งจะนำ ข้อมูลความรู้จากภายนอกใส่เข้าไปในเด็กเพื่อการผลิตซํ้า  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการศึกษาแบบวอลดอร์ฟมุ่งหวังจะพัฒนามนุษย์ให้เป็น

    • ผู้ซึ่งมีความคิดแยบคาย สดใส มีพลัง และสร้างสรรค์
    • ผู้ซึ่งมีความรู้สึกในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา กล้าหาญ ศรัทธาต่อชีวิต และมีจิตใจใฝ่รู้
    • ผู้มีพลังเจตจำนงแน่วแน่ สามารถบรรลุภารกิจแห่งชีวิตที่ตนเองเป็นผู้เลือกสรร

    เรียบเรียงจาก

  • ศิลปะการสอนที่มีชีวิต บทความโดย  คุณยุทธชัย เฉลิมชัย
  • การศึกษาวอลดอร์ฟ บทความโดย ผศ. ดร.บุษบง ตันติวงศ์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • หัวเลี้ยวหัวต่อ เด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง หนังสือ โดย Betty Stale แปลโดย จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ
  • การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย ตามแนวคิดวอลดอร์ฟ   รายงานการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายแพทย์พร พันธุ์โอสถ 
  • คุณคือครูคนแรกของลูก  หนังสือ เขียนโดย Rihima Balawin Dancy แปลโดย สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์
  • History of Waldorf schools – Wikipedia, the free encyclopedia
  • Waldorf schools and Waldorf education – a growing school movement
  • The Waldorf Movement
  • ความเป็นมาของการศึกษาวอลดอร์ฟ [ชุดบทความ90ปีวอลดอร์ฟ]

    กันยายน 4, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    บทความชุดนี้ผมจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90ปีการศึกษาวอลดอร์ฟ  โดยรวบรวมและนำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความในหนังสือและเอกสารต่างๆหลายฉบับ ซึ่งได้แจ้งแหล่งที่มาไว้ตอนท้ายของบทความแล้ว

    200px-RSteiner

    ความเป็นมาของการศึกษาวอลดอร์ฟ


    ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (1861-1925) นักปรัชญาเมธีชาวออสเตรีย เป็นผู้จัดตั้งการศึกษาวอลดอร์ฟขึ้นโดย การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตามแนวทางมนุษยปรัชญา (Anthroposophy) เพื่อให้สามารถพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ  สไตเนอร์ใด้บรรยายความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณและเขียนงานเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เพื่อถ่ายทอดความรู้ความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณที่มีต่อมนุษย์  การเคลื่อนไหวตามปรัชญานี้ก่อให้เกิดการพัฒนาในศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ทั้งด้านการแพทย์ เภสัชกรรม สถาปัตยกรรม เกษตรกรรม การธนาคาร ชุมชน วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ การละคร ดนตรีและศิลปะ ศิลปะการเคลื่อนไหวแบบยูริธมี่ การศึกษาพิเศษ ศิลปะบําบัด จิตวิทยา Read more…

    ความเคลื่อนไหวของการศึกษาวอลดอร์ฟทั่วโลกตลอด 90 ปีที่ผ่านมา

    สิงหาคม 30, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    ผมได้อ่านพบรายงานการวิจัย เรื่อง  The development of the worldwide Waldorf school movement โดย  Holger Niederhausen / Friends of Waldorf Education (Freunde der Erziehungskunst Rudolf Steiners e. V.) Http://www.freunde-waldorf.de และผมได้สรุปสาระบางส่วนมาลงไว้เพื่อท่านได้เห็นว่า การศึกษาวอลดอร์ฟมีการขยายตัวไปมากน้อยเพียงใด  และพบว่านับตั้งแต่ ปี 1919  ซึ่งเป็นปีที่โรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรก ถูกก่อตั้งขึ้นที่โรงงานยาสูบ วอลดอร์ฟ  เมืองสตุตการ์ต (Stuttgart) เยอรมัน จากข้อมูลล่าสุดในรายงานดังกล่าวระบุว่า ในปัจจุบัน  คศ.2009  รวมเวลา 90 ปี โรงเรียนวอลดอร์ฟ มีขยายตัวไปถึง 1000 แห่งแล้ว  ลองอ่านข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ครับ Read more…

    Living Concept ในแนวคิดของสไตเนอร์

    กรกฎาคม 18, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    ผมได้รับบทความชุดใหม่จากครูอ้วน เรื่อง  Living Concept  เท่าที่ผมอ่านดูประเด็นหลักๆที่จับความได้จากบทความนี้คือ  เราไม่ควรมีข้อตัดสินที่ตายตัวหรือแบ่งแยกถูกผิดชัดเจนเด็ดขาดไปกับทุกอย่าง หลายๆแนวคิด เกิดขึ้นและพัฒนาต่อยอดไปสู่แนวคิดใหม่ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ไปเรื่อยๆ  
    หมอพรเองเคยพูดกับผู้ปกครองอยู่คราวหนึ่ง ที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  ในตอนนั้นมีกระแสความคิดเรื่องสีเหลือง สีแดง แบ่งข้าง หมอพรบอกผู้ปกครองว่า อย่านำความคิดที่เราเห็นด้วยกับข้างไหนข้างหนึ่ง ไปใส่ให้แก่ลูก ความคิดของเราก็อยู่บนฐานประสบการณ์และความรับรู้ของเรา  ซึ่งที่จริงสิ่งที่เราควรทำให้แก่เด็กๆก็คือการ ทำอย่างไรให้เค้าเมื่อโตขึ้นแล้ว มีวิจารณญาณที่ดี มีสติ สามารถเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้อยู่เสมอ ด้วยตัวของเค้าเอง แม้นว่าสิ่งนั้นอาจจะขัดแย้งกับความเชื่อของเราก็ตาม  
    ท่านใดอาจเห็นเป็นอย่างอื่นอาจช่วยแสดงความคิดเห็นได้ครับ

    ผมได้ขออนุญาตนำส่วนที่ครูอ้วนเขียนแนะนำที่มาที่ไปของบทความมาลงไว้ด้วย ….เชิญอ่านครับ

    นี่เป็นจดหมายที่ครูอ้วนเขียนไปถามคุณครูแฮงค์ (Henk  Bak) คุณครูที่ครูอ้วนเคารพมากท่านหนึ่ง นานแสนนานมาแล้ว    ป่านนี้คุณครูน่าจะอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว  เป็นครูที่สอนประวัติศาสตร์ศิลป์บนทัศนะมนุษยปรัชญาให้แก่พวกฝึกหัดครูสไตเนอร์ และที่สำคัญคือครูมีวิธีคิดมีการมองโลกแบบทำให้เราอึ้งทึ่งอยู่บ่อยๆ
    หนังสือ Study of Man หรือชื่อใหม่ว่า  The Foundations of Human Experience ของ Dr.Rudolf Steiner  ยังอมตะนิรันดร์กาลค่ะ  อ่านยาก  ยากและยากอย่างที่พ่อติ๊กทราบอยู่แล้ว    การได้ผู้รู้ซึ่งมีวุฒิภาวะแล้วมาย่อยให้เราฟัง เป็นสิ่งประเสริฐสำหรับชีวิตครูแบบครูอ้วนค่ะ  เสียดายที่ถามไปแค่เรื่องนี้เท่านั้น  ยังมีอีกมากมายหลายบท 
    เมื่อสองสามวันได้กลับมาอ่าน มันกระตุกสำนึกในการทำหน้าที่ครูให้เกิดขึ้น  เป็นพลังใหม่ๆ แม้ว่าที่ผ่านมาจะรู้สึกว่าตัวเองพลาดไป  แต่ก็รู้สึกดีที่ได้มาทบทวนและไตร่ตรองตัวเองที่ปล่อยวิธีคิดยอมไปกับโลกกระแสหลักมานาน   สงสัย  Spirit ของสไตเนอร์คงช่วยให้มาพบนะเนี่ย…..   
    ปัญหาในการแปลคือ ยังไม่สามารถแปล keywords ได้  ไม่เชื่อมั่นในความรู้ภาษาไทยตัวเอง แน่นอนว่ารวมทั้งภาษาอังกฤษโดยเฉพาะแบบมนุษยปรัชญา อะไรที่อ่านแล้วไม่น่าเกลียด  ก็เลยคงศัพท์เดิมไว้ค่ะ 
    คุณติ๊กช่วยอ่านก่อนนะคะ   อยากฟัง feedback ค่ะ  แก้ไขได้นะคะ  คิดว่าจะดีมั้ยถ้าลงใน blog คุณติ๊ก แล้วแต่พิจารณานะคะ
    แต่เป็นสิ่งที่อยากให้เผยแพร่  แม้จะดูฟังยากเข้าใจยาก
     
    ครูอ้วน 

    จดหมายจากครูแฮงค์เรื่อง Living Concept ในแนวคิดของสไตเนอร์

    ……ขอบคุณสำหรับจดหมายของเธอรวมทั้งคำเชื้อเชิญให้กลับไปอ่านบทที่ 9 ของ Study of Man อีกครั้งนะ    ค่ายฤดูร้อนของเราเป็นไปด้วยดี  มีผู้เข้าร่วมถึง 35 คน รวมทั้งทีนีก้า, บาเบต, ทีแกน และครอบครัวของเรา Read more…

    บทความในกรุงเทพธุรกิจวันที่10 กค.2552 “ยังมีอนาคต ณ ชายแดนไทย” เขียนโดยนักเรียนปัญโญทัย

    กรกฎาคม 11, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    เมื่อปีการศึกษาที่แล้ว 2551 นักเรียนชั้นม.6 ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ม.5 โรงเรียนปัญโญทัย ได้ใช้ช่วงเวลาหนึ่งไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ แต่ละคนแยกย้ายไปแต่ละที่ และก็ได้นำประสบการณ์ในครั้งนั้นมานำเสนอคณะครูและผู้ปกครองฟังกันไปเมื่อปลายปีการศึกษาที่แล้ว และตอนนี้ได้เขียนเป็นบทความลงใน กรุงเทพธุรกิจ ให้สาธารณชนได้อ่านกัน โดยกรุงเทพฯธุรกิจจะทยอยนำลงทีละคนในแต่ละสัปดาห์

    เท่าที่ผมทราบจากหมอพร เด็กนักเรียนที่นี่จะเริ่มออกไปฝึกงาน ตั้งแต่ครั้งแรกๆจะ ไปกันเป็นกลุ่ม 4คน ต่อมาก็จับคู่ไปกัน 2 คน จนในที่สุดไปคนเดียว สถานที่ฝึกงานก็มักจะเป็นงานที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างมากในงานที่ต้องใช้แรงงานและฝีมือ จนถึงงานในลักษณะการบำเพ็ญประโยชน์กับผู้ที่ขาดโอกาสหรือผู้ที่ด้อยค่าในสังคม ผมได้รับทราบจากหมอพรในคราวนั่งฟังการนำเสนอของเด็กๆว่า โรงเรียนปัญโญทัยคาดหวังที่จะให้เด็กๆได้เห็นว่ามีคนอีกมากมายที่แย่กว่าเรา ได้เห็นชีวิตในอีกมุมหนึ่งที่แทบไม่เคยพบเห็นมาก่อน และจะมีส่วนช่วยคนเหล่านี้ได้อย่างไร รวมทั้งทำอย่างไรให้ตัวของเด็กเองไม่กลายเป็นผู้ก่อปัญหาหรือกลายไปเป็นอย่างที่เห็น

    บทความตอนนี้เป็นบทความของนักเรียนคนที่ 4 ที่ถูกนำลงในกรุงเทพฯธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 นี้  เชิญอ่านครับ

     

    ยังมีอนาคต ณ ชายแดนไทย

    โดย : กานต์ธิดา มังคะลี

    ณ ขอบมุมหนึ่งของประเทศไทย มีสถานที่ที่จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ใหญ่ก็ไม่ใหญ่ตั้งอยู่ สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า

    ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็กด้อยโอกาส ซ่าทูเหล่ และฉันจะต้องมาใช้ชีวิตตามลำพัง กับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนที่นี่ เป็นเวลาถึงหนึ่งอาทิตย์!!!

    1.
    เสียงแก๊งๆ ดังแว่วมาบ่งบอกถึงเวลารุ่งสาง ฉันค่อยๆ ลืมตาตื่น แล้วก็พบว่าเพื่อนๆ ตื่นกันเกือบหมดแล้ว และพวกเขากำลังจะลงไปนมัสการพระเจ้ากัน ฉันจึงถือโอกาสทำธุระส่วนตัวระหว่างนั้น เพราะพวกเขาไปกันเกือบหมด ห้องน้ำเลยว่าง เมื่อเสร็จแล้วฉันจึงไปทำหน้าที่ของตน นั่นคือสอนเด็กอนุบาลในช่วงเช้า

    ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องสอนคนเยอะขนาดนี้ แถมสอนในสิ่งที่เราไม่เก่งอย่างแรงและยังสื่อสารกันคนละภาษาอีก ความรู้สึกในตอนนั้นคือ ตื่นเต้น, ดีใจ, กลัว, สั่นไปทั้งตัวและคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำได้ไหม? เราจะสอนได้ไหม? แต่สุดท้ายแล้วคำตอบก็คือ เราสามารถทำมันได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ค่อยดีก็ตาม แต่เราก็ทำได้
    พอช่วงบ่ายฉันต้องไปสอนน้องๆ ชั้นประถม ซึ่งก็เป็นการสอนภาษาไทยเช่นกัน มีอยู่วันหนึ่ง เป็นวันที่ฉันทำอะไรไม่ถูกเลยจริงๆ เพราะว่ามีแขกมาเยี่ยม และเขาเชิญเด็ก 2-3 คนกับครูประจำวิชาไปสัมภาษณ์ ระหว่างนั้นเด็กที่เหลือจึงไม่มีอะไรทำ Read more…

    การศึกษาบำบัด (Curative Education) ตอนสุดท้าย

    กรกฎาคม 11, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    คุณครูอ้วน (อภินทร์พร กิตติพีรพัฒน์) ได้ส่งบทความเรื่อง การศึกษาบำบัด (Curative Education)  ตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแล้ว  ตอนนี้เน้นพูดถึง Camphill  ซึ่งเป็นแนวคิดของชุมชนที่ดูและเด็กพิเศษ  เชิญอ่านได้ครับ

    ชีวิตและการทำงานในชุมชนแคมป์ฮิลล์ (Camphill)

    เรียบเรียงโดย คุณครูอ้วน (อภินทร์พร กิตติรพีพัฒน์)

     

    อุดมคติ 

     จุดมุ่งหมายหลักของแคมป์ฮิลล์นั้นมิได้ก่อตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นสถานที่ที่ให้การดูแลเด็กที่ต้องการการดูแลพิเศษเท่านั้น  แต่ยังมุ่งหวังที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์ที่จะให้ประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติด้วย 

             เมื่อย้อนอดีตไปในสมัยที่ยุโรปเป็นยุคมืด  ซึ่งเป็นยุคสมัยของนาซี  มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นทั้งหมอและครูจากเวียนนาได้รวมตัวกันขึ้น  พวกเขามีกิจกรรมพบกับกลุ่มชาวยิวที่สนใจมนุษยปรัชญา   มีการพบกันทุกอาทิตย์  แต่ตอนหลังก็ต้องหลบหนีออกจากออสเตรียเนื่องจากมีการกวาดล้างชาวยิว   ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ออสเตรียถูกบุกและนาซีก็เข้ายึดครอง  พวกที่ต้องถูกกำจัดก็คือชาวอิสราเอล  รวมทั้งกลุ่มที่เป็นมนุษยนิยมก็ไม่สามารถอยู่รอดได้  ทางกลุ่มจึงตัดสินใจหลบหนีออกจากออสเตรีย     ในช่วงที่ฮิตเลอร์ยึดครองออสเตรีย  ไม่ใช่เฉพาะชาวยิวเท่านั้นที่ถูกกำจัด  พวกเด็กพิเศษเองก็ถูกกำจัดไปด้วย  เนื่องจากไม่มีคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก    คนในกลุ่มเหล่านี้ต่างก็หลบหนีกระจัดกระจายไปอยู่คนละทิศละทาง  แต่ก็ยังมีความคิดที่จะหาทางติดต่อกันและมีจุดมุ่งหมายร่วมกันอย่างหนึ่งว่า  เมื่อไรที่หาสถานที่พักพิงได้แล้ว ก็จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายซึ่งก็รวมถึงเด็กพิเศษด้วย  Read more…

    การศึกษาบำบัด (Curative Education) ตอนที่2

    กรกฎาคม 1, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    คุณครูอ้วน (อภินทร์พร กิตติพีรพัฒน์) ได้ส่งบทความตอนต่อจากตอนที่แล้ว เรื่อง การศึกษาบำบัด (Curative Education) ทั้งสองตอนคือจบภาคแรกของบทความ ยังจะมีภาคจบตามมาอีกในไม่ช้านี้  ผมได้อ่านดูแล้วเห็นว่าเนื้อหาเป็นประโยชน์  และให้ความรู้กว้างกว่าเรื่องการศึกษาบำบัด  โดยพูดถึงการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กตั้งแต่แรกเกิด จนถึง 7 ขวบ ซึ่งคงเป็นประโยชน์กับผู้สนใจอื่นๆด้วยไม่เฉพาะแต่เรื่องของเด็กพิเศษเท่านั้น    เชิญอ่านได้ครับ

    การศึกษาบำบัด (Curative Education)

    เรียบเรียงโดย คุณครูอ้วน (อภินทร์พร กิตติรพีพัฒน์)

    ในช่วงวัย 7 ขวบโดยประมาณจะเป็นวัยที่เด็กเริ่มเข้าสู่ความพร้อมที่จะเข้าเรียนในโรงเรียน   แต่ว่าปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ทำให้อายุต้องลดต่ำลงไปกว่านี้  อย่างที่เราได้เห็นว่าเด็กสมัยนี้มีความพร้อมเข้าเรียนก่อนวัย 7 ขวบ  เมื่อถึงช่วงวัย 14 ปี  ก็เป็นช่วงที่เด็กจะเริ่มออกไปเรียนรู้จากโลกภายนอก  เริ่มที่จะมีกลุ่ม  มีเพื่อน  มีความสนใจเฉพาะที่จะเรียนรู้  ในขณะที่เรามองเห็นว่าเด็กแรกเกิดเมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่  ก็จะแยกออกจากแม่เป็นอิสระ  แต่ตามแนวคิดของมนุษยปรัชญา  เราไม่ได้มองอย่างนั้น  ถ้าหากว่าดูแต่ในภาคของร่างกาย  จริงอยู่ที่เมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่เด็กก็จะเป็นอิสระ  แต่เด็กก็ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องมีการดูแลเอาใจใส่ของแม่ถึงจะดำรงชีวิตรอดอยู่ได้   เพราะฉะนั้นจริงๆก็คือเป็นการแยกแต่เพียงร่างกาย  หากเราปล่อยเด็กไว้เช่นนั้นโดยไม่มีการเอาใจใส่  เด็กจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้  ซึ่งทุกคนก็รู้และเข้าใจตรงนี้  ทางวิทยาศาสตร์ก็มีการพิสูจน์ออกมาให้เห็น  ซึ่งในยุโรปไม่แน่ใจว่าเป็นอังกฤษหรือเปล่า  มีการทดลองที่ค่อนข้างโหดร้ายคือมีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า  2 แห่ง  สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งแรกเลี้ยงดูเด็กให้อยู่รอดด้วยปัจจัยสิ่งที่จำเป็น  คืออาหาร, เสื้อผ้า, ความสะอาด  เพื่อให้เด็กอยู่รอด  ส่วนแห่งที่สองมีสิ่งเพิ่มเติมให้มากกว่าแห่งแรกนั่นคือ  ไม่ใช่ให้เฉพาะปัจจัยที่ทำให้ชีวิตอยู่รอดเท่านั้น  แต่ยังให้ความรัก  ความอบอุ่น  ผลที่พบก็คือว่า  ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งแรกเด็กค่อยๆเสียชีวิตไปเพราะเด็กจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้โดยที่ไม่มีใครไปกอดรัดให้สัมผัสหรือให้ความรัก  Read more…

    การศึกษาบำบัด (Curative Education)

    มิถุนายน 27, 2009 Blue Blog 2 ของความคิดเห็น

    คุณครูอ้วน (อภินทร์พร กิตติรพีพัฒน์) ได้แวะเข้ามาเยี่ยมชมและให้กำลังใจว่าเนื้อหาในเว็บไซต์เป็นประโยชน์มาก  แล้วยังกรุณาที่จะทยอยนำบทความที่ครูอ้วนได้เขียนและได้แปลไว้ในวาระต่างๆมาเรียบเรียงใหม่และยินดีให้นำมาถ่ายทอดลงที่นี่  บทความนี่เป็นบทความแรกที่ผมได้รับมา และคาดว่าคงจะมีทยอยมาเป็นลำดับ

    ครูอ้วนเท่าที่ผมทราบ เคยเป็นครูที่โรงเรียนปัญโญทัยในช่วงที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านปัญญา และ ยังเคยเป็นครูชั้นอนุบาลที่โรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการริเริ่มหลายๆเรื่อง เช่นการจัดกลุ่มศึกษาให้พ่อแม่ได้เข้าใจการศึกษาวอลดอร์ฟ การจัดกระบวนการทำงานเพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่มีส่วนช่วยการทำงานของครูและโรงเรียน   ต่อมาเมื่อผมและกลุ่มพ่อแม่ได้ร่วมกันจัดทำบ้านเรียนมัธยมให้ลูกๆชองพวกเราเมื่อปีการศึกษา2550-2551  ครูอ้วนได้ให้ความกรุณาพวกเราโดยสละเวลาคัดสรรองค์ความรู้ทางการศึกษาวอลดอร์ฟ และจัดกลุ่มศึกษาให้กับกลุ่มแกนของบ้านเรียนมัธยมเป็นประจำทุกสัปดาห์  ปัจจุบันความสนใจของครูอ้วนน่าจะอยู่ที่การศึกษาบำบัดสำหรับเด็กพิเศษ ด้วยภาระหน้าที่ที่รับดูแลเด็กพิเศษอยู่ในตอนนี้  ดังบทความชิ้นแรกที่นำมาลงในคราวนี้ก็เป็นเรื่องการศึกษาบำบัดเช่นกัน  เชิญอ่านได้ครับ

     

    ขอขอบพระคุณพี่อุ้ย อภิสิรี จรัลชวนะเพท แห่งมูลนิธิอนุบาลบ้านรักที่ได้เอื้อเฟื้อบทความนี้ ซึ่งคัดมาจาก    “ข่าวสารบ้านรัก ฉบับที่ ๒๗ และ ๒๘ ปีที่ ๕   ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๖”   ในหน้าสายใยสังคมค่ะ          เนื่องจากการศึกษาบำบัดหรือ Curative Education เป็นอีกกิ่งก้านหนึ่งที่แตกออกมาจากแนวคิดของ          ดร. รูดอร์ฟ สไตเนอร์   ซึ่งรวมถึงแคมป์ฮิลล์ด้วยนั้น      เมื่อเร็วๆนี้ในประเทศไทยเองก็เกิดกลุ่มคนที่สนใจการศึกษาพิเศษแนวนี้และเกิดมีการจัดอบรมครูการศึกษาบำบัดในแนวมนุษยปรัชญาขึ้น    เมื่อได้ย้อนกลับมาอ่านบทความนี้ก็คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆที่สนใจและกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการช่วยเหลือลูกๆที่มีความต้องการเป็นพิเศษค่ะ  ลองอ่านดูนะคะ….หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมลอง ค้นหาที่ camphill movement  หรือ Anthroposophical curative education http://www.khsdornach.org/en/home-de/ หรือ http://anthromedia.com/ 

     

    การศึกษาบำบัด (Curative Education)   และชีวิตกับการทำงานในแคมป์ฮิลล์ ชุมชนเพื่อเด็กที่ต้องการการดูแลพิเศษ

    บทความนี้คัดมาจากการบรรยายโดยคุณ Andre Papper   ผู้ซึ่งเป็นครูการศึกษาพิเศษและทำงานในสถานการดูแลและบำบัดคนพิการในชุมชนแคมป์ฮิลล์ ที่ Percerval  สวิสเซอร์แลนด์ 

    ……………เวลาเรามองเด็กพิเศษ  เราจำเป็นต้องมองกลับมาดูในเด็กปกติด้วย  เพราะในความเป็นมนุษย์ซึ่งประกอบด้วยภาคหนึ่งที่เรียกว่าภาคของจิตวิญญาณ (Spirit)  ซึ่งเป็นส่วนที่มีสุขภาพสมบูรณ์ที่อยู่ในทุกๆชีวิต  และก็แน่นอนว่าส่วนจิตวิญญาณนี้ก็มีอยู่ในเด็กพิเศษเช่นกัน  ในอดีตกาลหลายๆคนโดยเฉพาะในยุโรป  สรุปกันว่าเด็กพิเศษเป็นการป่วยทางด้านจิตวิญญาณ  แต่ถ้าตามแนวทางของมนุษยปรัชญา  เราไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น  ไม่มีทางเลยที่จิตวิญญาณจะป่วยได้  แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าอะไรบางอย่างหรือเครื่องมือบางอย่างที่อาจจะมีส่วนบกพร่องที่ทำให้เขาอยู่บนโลกไม่ค่อยได้  อาจเปรียบได้กับเครื่องดนตรีอย่างเปียนโน  การที่จะเล่นออกมาได้ดีก็จะต้องมีการเทียบเสียง  จังหวะ  จูนออกมาให้ดีเพราะแม้ว่าจะเป็นผู้เล่นที่เก่งกาจก็ตาม  ถ้าเครื่องดนตรีไม่ดี  เสียงที่จะออกมาก็ไม่ไพเราะ  ที่นี้พวกเราทุกๆคนก็เปรียบเสมือนกับผู้เล่นเปียนโน เรามีความสามารถอยู่แล้วในฐานะผู้เล่น   แต่สิ่งสำคัญมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเล่นให้ดีได้อย่างไร  เหมือนกับว่าถ้าเราเล่นได้ดีก็คือเราสามารถยืนอยู่ในโลกนี้ Read more…

    ชีวิตในโลกแห่งการเรียนรู้

    มิถุนายน 11, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

    ผมไปค้นเจอเว็บไซด์ชื่อ  Bloomingmind’s Blog  มีเนื้อหาและบทความน่าสนใจ  โดยผู้จัดทำบอกตัวตนของเว็บไซด์ไว้ว่า

     ” Bloomingmind is a platform to contemplate and dialogue on issues concerning all aspects of our well being in the world, both as individuals and as collectives.”  

    ผมอ่านดูแล้วเห็นมีบทความดีๆ มากมาย  เลยขอคัดตัวอย่างนำมาลงไว้เพื่อเป็นประโยชน์กับท่านที่สนใจ  โดยบทความชิ้นนี้เป็นความคิดของ ศ. คริสโตเฟอร์ เชฟเฟอร์ จาก  Sunbridge College ซึ่งเป็นสถานศึกษาสำหรับผู้สนใจในมนุษยปรัชญาและการศึกษาวอลดอร์ฟ  และมีอยู่ 2 ท่านที่ผมรู้จัก ก็จบจากที่นี่ ท่านหนึ่งคือ คุณหมอพร พันธ์โอสถ แห่งโรงเรียนปัญโญทัย  อีกท่านคือศิลปินนักคิดนักเขียน คือ คุณเล็ก ทวีศักดิ์ อุชุคตานนท์

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ตอนนี้เชิญอ่านบทความที่เลือกมาให้ครับ  

    ชีวิตในโลกแห่งการเรียนรู้

    ศ. คริสโตเฟอร์ เชฟเฟอร์ จาก Sunbridge College USA  ผู้เชี่ยวชาญด้านองค์กรเรียนรู้ ภาวะผู้นำ การสื่อสารและปรัชญาการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ ได้มาเมืองไทยเมื่อเร็ว ๆนี้ และเราได้มีโอกาสดีได้เข้าไปร่วมฟังการบรรยาย เรื่ององค์กรและมนุษย์เรียนรู้ ที่สถาบันรักลูก จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ อย่างคร่าว ๆ ดังนี้

    คนเราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากจากคุณค่า ความเชื่อบางอย่าง สังคม ประเพณีต่างๆ ก็มีพื้นฐานมาจากความเชื่อของเราแต่ละคน และเมื่อความเชื่อของเราได้รับการแปรเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งนั้นจะส่งอิทธิพลต่อเราอีกชั้นหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างโลกภายในและโลกภายนอกจะกระทบถึงกันตลอดเวลา

    การที่คนไทยสมัยก่อนมีวัดมากมาย แสดงถึงอะไรบ้าง และที่สมัยนี้สร้างตึกสูงมากมาย แสดงให้เห็นอะไร

    ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า เรามีความเชื่อ ให้คุณค่าต่างไปจากสมัยก่อน ศ. คริสโตเฟอร์ บอกว่า คำถามสำคัญคือ เราจะสามารถแปรรูปความคิด ความเชื่อ คุณค่าภายในออกมาภายนอก อย่างตระหนักรู้ และสร้างสรรค์ได้อย่างไร

    เราก็คิดต่อไปถึง มาร์กาเรต วีทเลย์ ผู้เขียนหนังสือหันหน้าเข้าหากัน ที่เคยเขียนไว้ด้วยว่า ที่จริง เราควรสำรวจการกระทำ คำพูด วิถีปฏิบัติของเรา เพื่อค้นหาคุณค่า หรือความเชื่อภายในที่แสดงออกมา (ก็น่าสนใจดีนะ) Read more…

    ศิลปะบำบัด

    ผมไปอ่านพบเรื่องราวของศิลปะบำบัด ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง (คลิกดูที่มา)   โดยเป็นบทความในนิตยสารรักลูก ปีที่ 25 มีนาคม 2550 มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ศิลปะบำบัด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นศาสตร์ที่ใช้อยู่ในโรงเรียนวอลดอร์ฟอยู่แล้ว    ลองอ่านดูครับ

     

    บำบัดลูกด้วยศิลปะ

    หลายครั้งที่เจ้าตัวเล็กของคุณป่วยทางกาย แต่นั่นอาจเป็นอาการที่บ่งบอกถึงความเจ็บป่วยภายในจิตใจ และแม้ว่าการรักษาด้สนยาจะสามารถทำให้อาการเหล่านั้นบรรเทาลงหรือหายได้แต่ถ้าใจไม่แข็งแรง อาการเหล่านั้นก็อาจกลับมาใหม่อีกครั้ง หรือที่เรียกว่า “เรื้อรัง”

    สกู๊ปฉบับนี้ขอพาคุณไปรู้จักกับ Art Therapy ศาสตร์แห่งการบำบัดโรคด้วยศิลปะ ที่ช่วยหลายกำแพงและเข้าถึงจิตใจของผู้ป่วยได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

    …เพราะเมื่อจิตใจที่แข็งแรง ย่อมนำพาให้ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย

    น้องบี เด็กชายวัย 6 ขวบ มักพูดเสมอว่าเห็นเชื้อโรคอยู่ตามที่ต่างๆ เต็มไปหมด บนพื้น บนโต๊ะ และผนังห้อง หรือแม้แต่มือน้อยๆ ของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นน้องบียังล้างมือบ่อยมาก

    แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ของน้องบีไม่ได้นิ่งนอนใจกับอาการของลูกชาย และรีบพาน้องบีไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยโรค รวมทั้งหาแนวทางการรักษา ในที่สุดคุณหมอสรุปว่า น้องบีเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder)

    แต่เรื่องราวของน้องบีไม่ได้ลงเอยแค่การตรวจอาการและรับยากลับไปกินเท่านั้น คุณหมอแนะนำให้น้องบีบำบัดโรคด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า Art Therapy หรือ ศิลปะบำบัด ไปพร้อมกับการรักษาด้วยการกินยา

    ศิลปะบำบัด (Art Therapy)
    “เป็นศาสตร์ที่ช่วยปรับสมดุลข้างในจิตใจของผู้ที่เสียสมดุลให้กลับมาสู่โลกปกติ หรือภาวะที่กลับคืนมาสู่ความเป็นตัวเอง ซึ่งการเสียสมดุลในชีวิตนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา และมาจากหลายๆ สาเหตุที่แตกต่างกัน จนทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตแย่ลง เช่น เกิดภาวะความเครียดหรืออาการเจ็บป่วยบางอย่าง หรือเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หรือติดยาเสพติด เป็นต้น นอกจากนี้เรายังใช้ศิลปะในการบำบัดกับเด็ก 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มเด็กพิเศษ เช่น ออทิสติก แอสเพอเกอร์ ดาวน์ซินโดรม และกลุ่มเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์ เช่น อารมณ์ก้าวร้าว ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือไม่สื่อสารกับผู้อื่น”
    ครูมอส  อนุพันธ์ พฤกษ์พันธ์ขจี นักศิลปะบำบัด

      Read more…

    เมื่อลูกคุณอายุเก้าขวบ

    กุมภาพันธ์ 25, 2009 Blue Blog 1 comment

    ผมมีลูกที่อยู่ในช่วงพึ่งผ่านเก้าขวบมาไม่นาน และได้มีโอกาสรับรู้มาว่า เด็กในช่วงเก้าขวบถือเป็นช่วงปลี่ยนผ่านสำคัญ  มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับตัวเด็ก ในวัยนี้โลกภายในหรือโลกที่ติดตัวเค้ามาจากอดีต จากพ่อแม่ เริ่มมาพบกันกับโลกภายนอกที่เป็นจริง  เราในฐานะพ่อแม่จะเริ่มพบกับอากับกริยาหลายอย่างของเด็ก เด็กอาจมีอาการกลัวโน่นกลัวนี่ อาจกลัวว่าเราจะตายไป กลัวว่าน้ำจะท่วมโลก เด็กเริ่มรับรู้สิ่งที่เป็นจริงในชีวิต จากที่เคยอยู่ในโลกแห่งความฝัน จากทีเคยเป็นเหมือนหนึ่งเดียวกับโลก  ตอนนี้เค้าเริ่มรู้สึกแยกออกจากพ่อแม่ แยกจากโลก รับรู้ถึงตัวตนของตนเอง แม้จะยังไม่ชัดนัก  ผมมีบทความที่ไปได้มาจากเว็บไซด์แห่งหนึ่ง นำมาลงให้เป็นตัวอย่าง  และได้ทำLink ให้คลิกไปอ่านฉบับเต็ม เป็นภาษาอังกฤษ
    บทความนี้เขียนโดยคุณ Rahima Baldwin Dancy  ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับผู้เขียนหนังสือ You Are Your Child’s First Teacher ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทย ในชื่อ  คุณคือครูคนแรกของลูก ( ดูบล๊อกผู้แปลคลิกที่นี่)

    ตัวอย่างบทความ  Parenting the Nine Year Old

    This article by Rahima Baldwin Dancy on “Parenting the Nine Year Old” describes the developmental changes of the nine-year-old child and how parents and Waldorf education meet this psychological stage. It first appeared in Mothering, Summer, 1989.]Parents of nine year olds often wonder, “What is happening to my child?” Children at this age can become very critical and argumentative, or very moody and withdrawn. Nightmares, irrational fears, headaches and stomachaches often arise. Some children feel as if no one at school likes them, or others become suddenly self-conscious about being rich, poor, or otherwise “different.” Parents may be accused of being unfair or of not understanding, as the child rushes off and slams his or her door.

     อ่านฉบับเต็ม คลิกที่นี่ http://waldorf2.intercast-media.com/2005/01/parenting_the_nine_year_old.html#more

    “9ปีในโรงเรียนปัญโญทัย” บทความจากสะพานสายรุ้ง ปีที่11ฉบับที่4 มีนาคม2552

    กุมภาพันธ์ 18, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

     ได้รับเมลล์ เอกสาร สะพานสายรุ้ง  จากโรงเรียนปัญโญทัย เป็นฉบับปีที่ 11 ฉบับที่ 4 มีนาคม 2552

     ฉบับนี้มี 2 บทความ บทความที่สองคือ ” 9ปีในโรงเรียนปัญโญทัย”

    สะพานสายรุ้ง มีขึ้นเพื่อนำเสนอ เผยแพร่ ทัศนะที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาเด็กและครอบครัว ตลอดจนหลักการของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ผู้ให้แนวทางแก่โรงเรียนวอลดอร์ฟ

    จัดพิมพ์ทุก 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ) คือ มิถุนายน กันยายน ธันวาคม และมีนาคม โดยรร. ปัญโญทัย

    9ปีในโรงเรียนปัญโญทัย

    เขียนโดย….หมอเด็กลูกสอง

    ความมุ่งหวังของผม ต้องการเพียงให้ลูกเรียนอย่างมีความสุขและเติบโตขึ้นเป็นคนดี และผมจะยิ่งภาคภูมิใจมากขึ้นถ้าเขาสามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้ ผมก็เป็นเช่นเดียวกับพ่อแม่คนอื่นๆ ที่พยายามค้นหาระบบการศึกษาที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับลูก อ่านหนังสือตำรา ตระเวนไปดูโรงเรียนตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกยังไม่ตั้งไข่ เพื่อที่จะได้เห็นด้วยตาและพูดคุยกับคณะครูให้เข้าใจถ่องแท้ถึงระบบการศึกษาที่โรงเรียนแต่ละแห่งดำเนินอยู่ ในที่สุดด้วยความสนใจในระบบการศึกษาวอลดอร์ฟ ผมจึงมาที่โรงเรียนปัญโญทัยตั้งแต่ครั้งยังตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปัญญาโรงเรียนคือบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งในหมู่บ้าน มีครูอนุบาล 1 คน กับครูประถมอีก 2 คน ใช้โรงรถเป็นห้องเรียนชั้น ป.1 และเพิ่งเริ่มเปิดชั้นเรียน ป.3 ผมตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนชั้น ป.1 ที่โรงเรียนปัญโญทัย และฝากอนาคตของลูกไว้กับโรงเรียนที่ขณะนั้นมีนักเรียนอยู่ไม่เกิน 20 คน ด้วยความลังเลผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกไม่กี่วันหลังจากนั้นพร้อมๆ กับที่ผมได้เริ่มต้นเรียนรู้และเข้าใจระบบการศึกษาที่มีชีวิตและได้เห็นการเติบโตของชุมชนปัญโญทัยไปด้วยกัน

    เด็กๆ ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเล่นในสนามหญ้าและปีนป่ายต้นมะม่วง และด้วยเหตุที่โรงเรียนไม่มีของเล่นสำเร็จรูปให้เด็กเล่น เด็กจึงสนุกสนานกับการเล่นขายของบนกองทรายที่มีกะลาและเศษไม้เป็นอุปกรณ์ วิชาเรียนของลูกประกอบด้วยการถักนิตติ้ง ซึ่งเริ่มต้นด้วยเหลาไม้ไผ่เพื่อทำไม้ถัก ผมได้รับการกำชับให้ดูแลให้ลูกทำการบ้านให้สม่ำเสมอทุกวัน โดยการบ้านที่เขาได้รับ คือการรับผิดชอบทำงานประจำ 1 อย่างที่บ้าน ลูกกลับบ้านด้วยแววตาที่สดใส เขาหลับอย่างมีความสุข และกระตือรือร้นที่จะไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่โรงเรียนทุกวัน Read more…

    “ระหว่างเด็กกับสัตว์” บทความจากสะพานสายรุ้ง ปีที่11ฉบับที่4 มีนาคม2552

    กุมภาพันธ์ 18, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

     ได้รับเมลล์ เอกสาร สะพานสายรุ้ง  จากโรงเรียนปัญโญทัย เป็นฉบับปีที่ 11 ฉบับที่ 4 มีนาคม 2552

     ฉบับนี้มี 2 บทความ บทความแรกคือ ” ระหว่างเด็กกับสัตว์”

    สะพานสายรุ้ง มีขึ้นเพื่อนำเสนอ เผยแพร่ ทัศนะที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาเด็กและครอบครัว ตลอดจนหลักการของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ผู้ให้แนวทางแก่โรงเรียนวอลดอร์ฟ

    จัดพิมพ์ทุก 3 เดือน (ปีละ 4 ฉบับ) คือ มิถุนายน กันยายน ธันวาคม และมีนาคม โดยรร. ปัญโญทัย

     

    ระหว่างเด็กกับสัตว์

    โลกของเด็กเป็นโลกที่มีชีวิต ก้อนหินเดินได้ เมฆหายตัว สายฝนกระซิบกระซาบ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีชีวิตไปกับเด็ก และเด็กก็มีชีวิตชีวายามอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สนุกสนานกับการปีนต้นไม้ เล่นน้ำ ขุดทราย ปั้นดิน สัตว์เล็กสัตว์น้อยล้วนน่าสนเท่ห์สำหรับเด็ก มันเคลื่อนไหวได้ ตอบสนองได้ เด็กสามารถเฝ้าดูมดเดินเรียงแถวปลาแหวกว่ายในสายน้ำ นกโผบิน หรือแมวกินอาหารได้เป็นนานสองนาน

    ผู้ใหญ่โดยมากจะรู้ดีถึงความสนใจในสัตว์ที่เด็กมีอยู่ตามธรรมชาติ ทั้งยังส่งเสริมด้วยการใช้ลวดลายรูปภาพสัตว์ตกแต่งประดับประดาห้องและข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า แปรงสีฟัน ม่าน หมอน ที่นอน พรม ไปจนถึงถ้วยชาม ตลอดจนตุ๊กตาของเล่นรูปสัตว์ และกระทั่งสัตว์เป็นๆ !

    ในช่วงต้นของวัยเด็ก ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่แวดล้อมล้วนมีอิทธิพลต่อเด็กทั้งสิ้น ในห้วงที่พลังแห่งการเลียนแบบแรงกล้า เราจึงต้องดูแลคัดสรรให้สิ่งที่อยู่แวดล้อมรอบตัวเด็กเป็นสิ่งที่สมควรมีอิทธิพลต่อเด็ก สมควรเป็ต้นแบบของเด็ก เด็กเล็กๆ จึงไม่สมควรจะใกล้ชิดคลุกคลีกับสัตว์มากนัก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่มีชีวิตหรือของเล่นก็ตาม Read more…

    The Choleric Temperament พื้นอารมณ์ฉุนเฉียว,อุปนิสัยเจ้าอารมณ์,ธาตุไฟ แปลจาก” Between Form and Freedom “

    กุมภาพันธ์ 13, 2009 Blue Blog ใส่ความเห็น

     ได้รับงานแปลอีกบท ผ่านมาจากคุณนัน( อนัญญา  อัศวปรีชา) จากหนังสือ Between Form and Freedom   แปลโดยหมอเล็กคุณแม่จากโรงเรียนบ้านรัก   ซึ่งเป็นสมาชิกท่านหนึ่งของ กลุ่มศึกษา ที่จัดกันอยู่ที่โรงเรียนปัญโญทัย ทุกเช้าวันอังคาร 

     

    The  Choleric Temperament

    พื้นอารมณ์ฉุนเฉียว,อุปนิสัยเจ้าอารมณ์,ธาตุไฟ

    ( บทนำตอนต้นน่าจะมีความหมายประมาณว่า ในช่วงชีวิตหนึ่งนี้มีทั้งอะไรให้ทำมากมาย ให้มีใจทุ่มเทอยู่กับมัน จดจ่อกับทุกเวลาและให้มีความรู้สึกขอบคุณที่มีสิ่งติดตัวมาเป็นหัวใจที่ลุกโชน(มีไฟ)อยู่เสมอ )

    ลักษณะของเด็กเจ้าอารมณ์

                เด็กเจ้าอารมณ์มักจะรูปร่างดี  ล่ำสัน(มีกล้ามเนื้อ) มีแนวโน้มจะอ้วน รูปร่างแข็งแรง แน่นหนา ร่างกายเต็มไปด้วยพลัง และเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน นั่งกับที่นานๆไม่ได้ ดวงตาของเธอก็จะไม่นิ่ง คอยสาดส่องสิ่งรอบตัว เธอจะยืนอย่างมั่นคงบนพื้น เมื่อเธอเดิน เธอจะย่ำลงพื้นด้วยส้นเท้า เธอจะทรงตัวได้ดี จะเป็นคนวิ่งนำ เธอรู้สึกว่าภายในร่างกายเธอมีแต่ความตึงเครียดและไม่ยอมหยุดหย่อน เมื่อเธอต้องนั่งอยู่กับที่นานๆเธอจะรู้สึกเหมือนถูกกักขัง

                การแสดงท่าทางของเธอจะรวบรัดสั้นๆ ชอบรักษาผลประโยชน์ มั่นใจในตัวเอง และมีจุดมุ่งหมาย การเดินของเธอเหมือนลักษณะวางท่า (อวดโก้) พร้อมเสมอสำหรับทุกสิ่ง เธอมีจุดหมายตามทิศทางของเธอเอง และเคลื่อนไปตามที่ต่างๆแบบมีจุดมุ่งหมาย เธอจะถูกเบี่ยงเบนได้ยาก เพราะเธอรู้ใจตนเองและคอยฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่าง เสียงของเธอมีน้ำหนัก และชอบตะคอก  เธอชอบสั่ง ตะโกน และทำให้ทั้งห้องมีเสียงดัง Read more…

    Categories: Between Form and Freedom ป้ายกำกับ: