จาก กิจกรรมเรื่อง Biodynamic ที่จะจัดขึ้นที่ ศูนย์การเรียน ดุลยพัฒน์ จังหวัด ขอนแก่น วันนี้ผมได้รับบทความเรื่อง Tomorrow’s Agriculture บรรยายโดยฟรานซิล เอ็ดมุนด์ บทความนี้พยายามบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกร ครู แพทย์ ในแนวมนุษยปรัชญา และทำไม Biodynamic จึงมีความสำคัญต่อมนุษย์ ครูอ้วนได้กรุณาแปลจากบทความที่คุณ เอ รวิมาศจัดส่งมาให้ และคุณ เอ รวิมาศ ยังได้ช่วยแก้ไขและเพิ่มเติมหลายคำ ครูอ้วนได้จัดส่งบทความนี้มาเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกท่าน
Tomorrow’s Agriculture
Agricultural Tasks of our Time
By Francis Edmunds
ฟรานซิส เอ็ดมุนด์ส เริ่มการศึกษาของเขาด้วยการเป็นนักเรียนแพทย์ แต่ทว่าแรงผลักดันในชีวิตของเขาในการค้นหาปัญญาในธรรมชาติของมนุษย์ นำเขาไปสู่มนุษยปรัชญาและได้กลายเป็นครู ในปี 1962 เขาได้ก่อตั้งวิทยาลัยอีเมอร์สัน เป็นสถาบันการฝึกหัดครูในแนวทางที่รูดอร์ฟสไตเนอร์วางไว้ เขาได้เดินทางไปบรรยายรอบโลกและเป็นนักเขียนหนังสือที่ได้รับความนิยมคือ Introduction to Steiner Education ฟรานซิสเอ็ดมุนด์สเสียชีวิตเมื่อปี 1989
ผมไม่ทราบว่าทำไมเขาถึงให้ผมมาบรรยายที่นี่ ผมไม่ใช่เกษตรกร เพียงแค่ระหว่างสงครามผมได้ทำงานในที่ดินแปลงเล็กๆเท่านั้น ผมปลูกผักแล้วมันก็เติบโต แล้วผมก็ใส่หัวมันลงในผืนดินอย่างที่มันควรจะเป็น อันที่จริงมันเป็นงานที่สนุกมาก นี่แหละที่ผมรู้ ว่าพืชผักตอบสนองต่อสิ่งที่เราให้ไป ซึ่งในฐานะครูผมไม่ค่อยได้มีประสบการณ์แบบนี้นัก มันช่างมีความแตกต่างระหว่างพืชผักกับผู้คน คือพืชผักรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไปหากว่าเรารู้ว่าเราต้องทำอะไรกับมัน กับผู้คนคุณแน่ใจว่าคุณรู้แต่มันไม่เคยเป็นแบบนั้นเลย มันยากจริงๆ ดังนั้นสิ่งที่ผมถามตัวเองว่าสิ่งที่จะพูดนี้จะไม่ใช่ทฤษฏีอย่างน้อยก็สำหรับตัวผม ผมจะเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ผมต้องการพูดตั้งแต่เริ่มแรกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนั้นเราจึงมีฟาร์มที่นี่ ผมได้พูดซ้ำซ้ำมาหลายปีว่า การศึกษาของมนุษย์ในความหมายที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีความร่วมมือกันระหว่างครู แพทย์และเกษตรกร การนำพาผู้คนไปสู่โลกได้เพื่อที่พวกเขาสามารถเผชิญสถานการณ์ต่างที่พบกันในทุกวันนี้ เราต้องการความร่วมมือของบุคคลสามกลุ่มนี้ ผมคิดว่ามันยังไม่ได้เกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงอยากพูดเรื่องนี้ มีคนบอกว่านี่เป็นการบรรยายสั้นๆ แต่ถ้าทำให้มันสั้นลง ผมก็ต้องพูดเร็วมากๆ ผมไม่อยากทำแบบนั้น แต่ผมต้องการแนะนำเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะผมคิดว่ามันยังเป็นเรืองที่คนไม่เข้าใจ าม่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีกาในการทำงานการศึกษาวอลดอร์ฟของพวกเราเรารู้ว่าเรามีศีรษะแล้วเราก็รู้ว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้ เรารู้ว่าเรามีส่วนตรงกลาง แต่เรามักลืมว่าเรามีระบบที่สามด้วย รูดอร์ฟ สไตเนอร์เพิ่มคำว่า “รู้จักตัวเจ้า” ซึ่งถูกจารึกอยู่เหนือวิหารอพอลโล เขาเพิ่มให้เพื่อวันนี้ว่า “จงรู้จักตัวเจ้าในกาย,ดวงจิต,และจิตวิญญาณ” นี่เป็นพัฒนาการใหม่ ส่วนมากในงานมนุษยปรัชญาแล้วก็เป็นพัฒนาการของเรื่องสามส่วนนี้ ครูไม่สามารถจัดการโดยปราศจากหมอเคียงข้าง เด็กที่กำลังเติบโตก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้จริงๆอย่างที่ควรจะเป็นโดยปราศจากเกษตรกรเคียงข้าง ผมอยากจะอธิบายต่อไปอีกสักหน่อย
อะไรคือภารกิจของครู? ถ้าเราดูพัฒนาการของมนุษย์สามส่วนของมนุษย์เราสามารถพูดได้ว่ามนุษย์มีส่วนระบบประสาทรับรู้, เขามีส่วนของระบบจังหวะที่เป็นการหายใจการไหลเวียน, เขามีส่วนของระบบการเผาผลาญเคลื่อนไหวแขนขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกลับยากต่อการเข้าใจ, เราหมายถึงอะไรเมื่อพูดถึงระบบการเผาผลาญการเคลื่อนไหวแขนขา? ภารกิจของครูนั้นอยู่ในบริเวณของระบบประสาทการรับรู้ ในพื้นที่แห่งความคิด ส่วนนี้เป็นส่วนที่เป็นเป้าหมายสูงสุดที่เราอ่านได้จากหนังสือ “Philosophy of Freedom” มนุษย์สามารถรับรู้และเชื่อมโยงกับสิ่งได้เผชิญในโลกด้วยมโนภาพที่สอดคล้องเหมาะสมได้อย่างแท้จริงหรือไม่? เรามีความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆในโลกรอบตัวเรามาแต่เกิด เราทำสิงนี้อย่างไร? เราต้องทำให้เกิดความคิด หรือแนวคิดหรือมโนภาพที่สอดคล้องกันออกมาจากตัวเรา ถ้าผมถือชอล์คอันนี้ไว้คุณเห็นว่ามันคืออะไร ประสบการณ์ก่อนหน้านี้ได้สอนคุณว่ามันคือชอล์คชิ้นหนึ่ง แต่ถ้าคุณไม่เคยเห็นชอล์คมาก่อนคุณอาจจะคิดถึงว่ามันเป็นอะไรสักชิ้นหนึ่ง สิ่งแรกก็คือคุณต้องเห็นมันก่อน ถ้าคุณเห็นมันก็จะรู้ว่ามันคืออะไร (แต่ถ้าการมองภาพของคุณเลอะเลือนคุณก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร) แล้วต่อมาคุณก็ต้องผนวกนำเอาความคิดที่เหมาะสมที่คุณเข้าใจเข้ามา ต่อเมื่อสองสิ่งนี้มาเจอกัน คุณรู้สึกว่า “เอาละฉันมีประสบการณ์ที่เป็นกอบเป็นกำ” แต่ถ้ามันเป็นความคิดที่ผิดพลาด เมื่อนั้นสิ่งนั้นก็บิดเบือนไปและเป็นเรื่องผิดพลาด ชีวิตของเราทั้งหมดนั้นเป็นความพยายามเราเห็นมันบ้างไหม? เราสามารถก่อให้เกิดความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่เราเห็น,เข้าไปพินิจดู, เข้าไปร่วมกับมันได้มั้ย? ส่วนหนึ่งเราได้รับมา อีกส่วนเราต้องสร้างขึ้นเอง อย่างนั้นนั่นแหละคือภารกิจของครู ดังนั้นให้การศึกษาแก่มนุษย์เพื่อว่าเขาจะเติบโตไปสู่โลกด้วยดวงตาที่เปิดกว้างและมีความสนใจ (ถ้าปราศจากความสนใจคุณก็มองไม่เห็นอะไร) พวกเขาจำต้องมีความสามารถที่จะรับรู้สิ่งที่เข้ามาหาตัวเขาแทนที่จะปล่อยให้เป็นความว่างเปล่า พวกเขาต้องมีความสามารถที่จะก่อให้เกิดแนวคิดหรือความคิดที่สัมพันธ์กับสิ่งที่ได้รับรู้นั้น นั่นคือภารกิจของครู ที่ว่ามนุษย์จะสามารถรู้จักตัวเขาเองในโลกแห่งปรากฏการณ์
ภาระหน้าที่ของแพทย์ก็คือช่วยสถาปนาการหายใจที่แท้จริงให้เกิดขึ้น เราหายเข้าและหายใจออก จำได้ว่าเมื่อเด็กเกิดสิ่งแรกทีทำก็คือหายใจ ปอดสองข้างไม่ได้ทำหน้าที่ตอนอยู่ในครรภ์ มันหดตัว มันห้อยอยู่และทุกสิ่งทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับว่าการที่ลมสามารถเข้าไปในปอดได้ ลมหายใจเข้ามาสู่เรา เหมือนพระเจ้าเป่าลมเข้าไปให้อาดัมและเขาก็กลายเป็นดวงจิตที่มีชีวิต นั่นเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน เกิดขึ้นกับสรรพชีวิตทั้งหลายที่ต้องหายใจ ตอนแรกก็หายใจเข้าและแล้วต่อมาประสาทสัมผัสก็เปิดกว้างและถัดไปก็หายใจออก ชีวิตของเราทั้งหมดก็คือหายใจเอาอากาศมาสู่เราและเราก็หายใจออก การรับรู้ของเรายังไม่ละเอียดมากพอที่จะตระหนักว่าทุกคนนั้นหายใจออกแตกต่างกัน เราพูดว่าคนแต่ละคนพูดด้วยภาษาที่แตกต่างกันไป แสดงออกด้วยวาจาที่แตกต่าง การให้ภาพที่แตกต่าง ในความเป็นจริงการหายใจของเขาก็เป็นบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกันด้วยมันถูกแทรกซึมไปด้วยพลังที่เหมือนกันที่ประกาศถึงตัวเองในวิถีที่เขาได้พรรณนามานั่นเอง ใช้คำพูดซึ่งเกี่ยวพันกับตัวเอง นี่เรากำลังพูดถึงความรับรู้ว่าเราไม่ใช่แค่ส่วนประกอบของไนโตรเจน ออกซิเจน แต่นั่นแหละเราคือลมหายใจที่มีชีวิต ลมหายใจที่มีชีวิตในตัวมันเอง แพทย์จำต้องปกป้องตรงนี้แหละ ถ้าการหายใจเข้านั้นเร็วและรุนแรงเราจะป่วยไข้ ถ้าลมหายใจออกของเราตื้นและเฉื่อยๆนิ่งๆเราก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แล้วถ้าการหายใจที่ดีควบคู่ไปกับการไหลเวียนที่ดี ถ้าคนนั้นหายใจเหมาะสม เขาก็มีสุขภาพดี และนั่นมันก็เกี่ยวข้องกับชีวิตทางความรู้สึกของเรามากทีเดียว เราหยุดหายใจชั่วขณะถ้าเราตกใจ ดังนั้นผมอยากเพิ่มเติมให้คุณหมอว่าสิ่งทั้งหลายนั้นช่วยเราให้พัฒนาชีวิตทางดวงจิตทุกสิ่งที่เกี่ยวกับโลกของศิลปะ มันเป็นโลกที่พิเศษที่จะเข้าไปเพื่อที่ให้มันมีความสมดุลที่เหมาะสม เพื่อที่มันจะไม่มืดเกินไป ไม่จ้าเกินไป แต่สมดุล เราจะเห็นได้ในเด็กๆ ในวิธีที่เขียนหนังสือ ลายมือบางลายมือดูบีบแคบ บางทีก็ตกจากเส้นบรรทัด บ้างก็เอนหลัง บ้างก็เอนหน้า ถ้าคุณสังเกตมันจริงๆคุณจะเห็นว่ามันเป็นอีกภาษาหนึ่งเหมือนกัน ที่บ่งบอกถึงว่าเด็กมีแนวโน้มนิสัยไปอยู่ตรงไหน นั่นก็เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกำกับทิศทางให้ไปสู่สภาวะสมดุลในชีวิตทางความรู้สึก แพทย์ต้องศึกษาร่างกายทั้งหมดเพื่อที่ว่าจะได้มีความสมดุลที่เหมาะสม
เช่นเดียวกันกับการตื่นการนอนก็เป็นส่วนหนึ่งของการหายใจ (เมื่อเราตื่นขึ้น)เราหายใจเอาชีวิตแห่งดวงจิตเข้าไป แล้วเราก็หายใจออกตอนกลางคืน การเข้ามาในร่างกาย (Incarnation) และ การออกจากร่างกาย ( excarnation) มันก็เป็นลักษณะของการหายใจ ใน incarnation เราหายใจเอาจิตวิญญาณเข้ามา ใน excarnation เราหายใจเพื่อปลดปล่อยจิตวิญญาณออกไป คุณเห็นมั้ยว่าเราสิ่งพบสิ่งนี้ในระดับต่างๆกันเพียงแค่ในคำถามเกี่ยวกับการหายใจ เราหายใจเข้าอย่างไรแล้วเราเอาอะไรให้คืนกลับไป นั่นคือชีวิตทางดวงจิตที่ไปด้วยกัน
ที่นี้ระบบการเผาผลาญแขนขา (the limb/metabolism) เป็นสิ่งที่ลึกลับที่สุด เราต้องการผลไม้จากธรรมชาติ เราทำอะไรกับมัน? มนุษย์เป็นสิ่งสืบเนื่องกับอาหารที่เขากินเข้าไปใช่มั้ย? มักจะพูดกันแบบนี้บ่อยๆ แต่มนุษย์ไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่ลึกลับที่สุดของวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับคำถามนี้ เรารับประทานผลไม้ของธรรมชาติเข้าไปแล้วเกิดอะไรขึ้น? แรกเลยก็ทำลายมัน เราทุกคนก็ทำเช่นนี้ในการทำลายให้แยกกันถ้าเรามีสุขภาพที่ดี รู้มั้ยว่าลูกแอปเปิ้ลที่สวยงามซึ่งทำให้คุณน้ำลายสอนั้นเมื่อคุณกัดกินมันเข้าไป ดังนั้นอย่างแรกเลยที่คุณทำคือทำลายมันอย่างที่สุดในสิ่งที่คุณได้ดื่มกินจากธรรมชาติ ขณะที่มันยังอยู่ในเส้นทางการย่อยสลายมันก็ยังอยู่นอกตัวเรา มีบางสิ่งบางอย่างจำต้องพยายามหาทางของมันเจาะผนังของช่องทางเดินอาหารเข้าไป มันเต็มไปด้วยความลึกลับ มันไม่ใช่แค่กระบวนการทางเคมีง่ายๆเลย การวิเคราะห์วิจัยถึงสิ่งที่ผ่านเข้าไปแตกต่างอย่างมากจากสิ่งที่ได้กลืนเข้าไป เรามีของเหลวสีขาวเหมือนนมในลำไส้เล็กและมีของเหลวแบบนั้นในอีกข้างหนึ่งและมันก็แตกต่างกัน กระบวนการคัดสรรนี้มันลึกลับ ด้วยการค้นพบเช่นนี้ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งวิเศษสุดยอด ร่างกายรู้และยอมรับในบางสิ่งอย่างตั้งใจและดีใจและบางสิ่งมันก็ไม่รับหรือระมัดระวัง มันเหมือนมีปรีชาญาณตระหนักรู้ในเรื่องนี้ที่จะมีการแยกแยะสิ่งต่างๆออกจากัน ต่อมาเราจะสร้างมันขึ้นมาอีกได้อย่างไร? ในเมื่อมันไม่ใช่สสารเดิมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นพฤติกรรมตั้งแต่ต้นก็คือเราแต่ละคนทำงานและสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อที่ว่ามันจะได้เหมาะสมต่อสภาพเป็นจริงของแต่ละคน พูดอีกอย่างก็เพื่อต้องการคงลักษณะรูปร่างภาพลักษณ์ของเราไว้ แต่เราก็ยังคงภาพลักษณ์ของเราไว้โดยที่รับประทานอาหารเหมือนเดิมทุกวัน หรือตลอดทั้งวันและทุกๆวันในชีวิตของเรา เราได้ย่อยสลายสสารด้วยกฎเกณฑ์เดียวกันเพราะมันเป็นสิ่งอยู่ภายนอก ส่วนการดูดซึม, สิ่งที่สร้างให้เรายังคงความเหมือนเดิมไว้ในโลก, ภาพลักษณ์ของปัจเจกชน, นั่นมันลึกยิ่งกว่ามาก ยิ่งลึกลับมากขึ้นกว่าเรื่องอื่นๆ มันเป็นความลึกลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มนุษย์จึงเป็นความลึกลับ!
ส่วนที่สามนี้ส่วนของแขนขาและการเผาผลาญ (the limb/metabolism) ในประสบการณ์ของผม มันเป็นส่วนที่สามารถเข้าใจได้น้อยที่สุดเลย เป็นส่วนที่โรงเรียนควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง ตอนนี้ผมพูดแบบครูนะครับ จริงที่ว่าเรารู้ว่าเราจะพัฒนาความคิดอย่างไร เราทำงานกับศิลปะ เรารู้ว่ามันสำคัญอย่างไร แต่ว่าอาหารล่ะ อาหารต่างๆที่มาจากธรรมชาติเรารับประทานเข้าไป ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยให้ความสนใจมันสักเท่าไร เราเข้าไม่ถึงมัน เรามีห้องเรียน มีการทำงานศิลปะ ห้องยูริธมี่ ยิมนาสติก แต่การศึกษาไปไม่ถึงครัวและการเชื่อมโยงระหว่างครัวกับท้องทุ่งเลย นั่นเป็นส่วนที่ต้องได้รับการพัฒนามากยิ่งกว่านี้ ถ้าผมตีความเรื่องนี้ในแง่ภาษาทางจิตวิญญาณ อาจกล่าวได้ว่ามีความสัมพันธ์กับพระบิดา พระบุตร และจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ในร่างกายของเราเราได้พบกับความลึกลับของพระบิดาซึ่งเป็นผู้ที่ให้กำเนิดเราทั้งหมดทั้งมวล
ในดวงจิตเราได้พบกับความลึกลับของพระบุตรผู้ซึ่งกล่าวว่า “ข้าอยู่ในพระบิดาและพระบิดาอยู่ในข้า” และนี่คือไคร์ส (the Christ) พระบุตรผู้กล่าวว่า “ข้าจะส่งจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้า จิตวิญญาณแห่งสัจจะ จิตวิญญาณผู้ปลอบโยน เพื่อที่เจ้าจะได้เริ่มตระหนักถึงความลี้ลับทั้งสามประการ และเหนือสิ่งอื่นใดได้รู้ว่าอะไรคือชะตากรรม และจากการตระหนักรู้เช่นนั้นเจ้าจะได้พบกับความสบายใจและการปลอบโยนและความกล้าหาญและกล้าที่จะเผชิญสิ่งต่างๆ ในชีวิตแทนที่จะเป็นดวงจิตที่หลงทาง” ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดเช่นนี้ได้ถ้าปราศจากความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นระหว่างครู แพทย์ และชาวนา นี่ทำให้ผมระลึกว่าทำไมจึงต้องมีฟาร์มขึ้นที่นี่ ไม่ใช่เพียงแค่ห้องบรรยายและห้องทำงานศิลปะเท่านั้น เราต้องมีฟาร์มไบโอไดนามิคและสวน ผมหวังว่าทุกคนที่มาที่นี่น่าจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงความสำคัญของเกษตรชีวพลวัตรและผมก็อยากแสดงความคิดเห็นจากทัศนะของผมด้วย
เกษตรชีวพลวัตรคืออะไร? ผมต้องการให้ทุกคนได้มีประสบการณ์นั้นเพราะทุกคนต้องกลับไปโรงเรียน ไปบ้าน ไปหมู่บ้าน และชุมชน แล้วถ้าทุกคนได้กลับไปพร้อมกับความรู้ลึกซึ้งว่าไบโอไดนามิคคืออะไรเมื่อนั้นพวกเขาก็จะเริ่มให้บริการที่แท้จริงแก่ส่วนที่สามของความเป็นมนุษย์ ซึ่งคือส่วนของการเผาผลาญย่อยสลาย (the metabolic man) เรามีคนมากมายที่มีความคิดที่ดีและมีคนมากมายที่มีความรู้สึกที่ดี แต่มีสักกี่คนที่เราได้พบว่าเขามีพลังเจตจำนงอันแข็งแกร่งที่นำพาไปได้ตลอดรอดฝั่ง? นี่เป็นส่วนที่ยากสุดที่จะประสบความสำเร็จ ผมเองก็ไม่อาจจะกล่าวว่าตัวเองได้ประสบความสำเร็จกับมัน แต่ผมตระหนักถึงเรื่องนี้และนั่นก็เป็นสิ่งสำคัญ
ใครก็ตามที่ศึกษามนุษยปรัชญาให้ลึกลงไป ก็จะรู้ว่าจิตวิญญาณในระดับชั้นสูงสุดทั้งสาม นั้นเป็นจิตวิญญาณแห่งความเข้มแข็ง (Spirits of Strength) ได้แก่Cherubim, Seraphim และ Thrones ทั้งสามนี้ทำงานโดยตรงกับกายภาพของมนุษย์ ทำงานจากเบื้องบนลงมาที่ร่างกาย เราต้องไม่สับสนระหว่างคำว่ากายภาพกับวัตถุสสาร มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจมองเห็นได้และประกอบขึ้นด้วยวัตถุสสารและนั่นทำให้มนุษย์ปรากฏกายบนโลกได้ อย่าสับสนกับการเป็นสสารทางวัตถุเท่านั้น วัตถุสสารมันประกอบกันเข้าต่างหาก รูปลักษณ์ที่เรามีตลอดชีวิตเป็นตัวจัดการให้สสารเป็นไปตามธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของมัน มันไม่ใช่สสารที่สร้างรูปลักษณ์ขึ้นมานะ สสารผ่านเข้ามาเหมือนกระแสไหลเข้ามาตลอดเวลา เรากำลังพูดถึง catabolism ซึ่งเป็นการแตกย่อยสลาย และ anabolismคือการสร้างเพิ่ม แล้วทั้งหมดนี้ระบบการเผาผลาญย่อยสลาย(metabolism) ก็จะไปที่เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ทำงานในแต่ละเซลล์ ในอีกทางหนึ่งมันต้องการลมหายใจด้วย อีกด้านหนึ่งก็ต้องการสสารและต่อมาก็เอาสิ่งที่เป็นเศษกากออกไป เซลล์ทุกเซลล์ต้องได้รับการดูแลเพื่อที่ the highest spirits ที่เรียกว่า Spirits of Strength สามารถทำงานจากเบื้องบนลงมาตรงไปสู่กายภาพได้เลย ในส่วนที่เราแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย เราไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากเรารับประทานเข้าไปจนกว่าจะมีอะไรผิดปกติกับอาหาร หรือกับตัวเรา ที่เราไม่มีกำลังพอจะย่อยสลายมันได้
ระดับถัดไปเป็นระดับชั้นที่สองซึ่งเรียกกันอย่างนั้น สามารถทำงานลงไปในพลังชีวิต มันถูกเรียกว่าจิตวิญญาณแห่งแสงสว่าง(Spirits of Light) ซึ่งประกอบด้วย Kyriotetes, Dynamis, Exusiai) ถ้าปราศจากแสงสว่างก็ไม่มีชีวิต แต่แสงคืออะไรล่ะ? เราไม่เคยเห็นมัน เราสามารถมองเห็นประกายแสงของสิ่งต่างๆได้แต่ไม่เคยเห็นแสง รูดอร์ฟ สไตเนอร์พูดถึงแสงว่า มันเป็นดินแดนระหว่างการมองเห็นได้จากภายนอกและจิตวิญญาณภายใน มันเหมือนกับดินแดนตรงกลางที่เชื่อมกันอยู่ มันอยู่ระหว่างสสารและจิตวิญญาณ มันคือพลังอีเธอริคของชีวิต( the etheric of life) เป็นจิตวิญญาณแห่งแสง(Spirits of Light)
ต่อมากลุ่มที่สามรูดอร์ฟ สไตเนอร์เรียกว่า จิตวิญญาณแห่งดวงจิต (Spirits of Soul) มันช่วยให้เราสามารถประสานความคิด ความรู้สึก และพลังเจตจำนงเข้าด้วยกันในสำนึกของเรา มันเป็นกลุ่มระดับที่สามคือ Angels, Archangels, and Archai ซึ่งเป็นพลังทางจิตวิญญาณที่ครูทำงานร่วมด้วย เรื่องทั้งหมดนี้ปรากฏว่ามีความลึกอย่างมหาศาลและถ้าปราศจากชาวนามันไม่อาจจะมีการศึกษาที่แท้จริงได้ จนกว่าเราจะมีชาวนาที่รู้ตัวจริงๆว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เราไม่ได้เพียงให้ขนมปังแห่งชีวิตแก่ผู้คนเท่านั้น ผมจำได้ถึงเรื่องจริงของ Ehrenfried Pfeiffer ซึ่งเขาได้เล่าให้ผมฟังด้วยตัวเองว่า ขณะที่เขาเดินทางทางรถไฟกับรูดอร์ฟ สไตเนอร์ ซึ่งเขาสนิทใกล้ชิดด้วยในฐานะเด็กหนุ่มคนหนึ่ง รูดอร์ฟ สไตเนอร์ยังได้แนะนำเขาเป็นส่วนตัวถึงสิ่งที่เขาควรจะศึกษา ตอนนั้นเขาเป็นนักเคมีแล้ว เนื่องจากเขายังเป็นหนุ่มน้อยเขาก็เลยถามสไตเนอร์อย่างบุ่มบ่าม เขาถามสไตเนอร์ว่า “ ทำไมจึงมีคนเป็นอันมากไม่พัฒนาความสามารถในสิ่งที่คุณได้พูดถึง Imagination, Inspiration, Intuition ล่ะครับ?” เขามีความกล้าที่จะตั้งคำถามเช่นนั้นแล้วเขาก็ได้คำตอบที่เหนือความคาดหมายยิ่งนัก “อาหารไงล่ะ!” จนกว่าเธอจะพบอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมอย่างที่ร่างกายต้องการ เธอก็จะพัฒนาความสามารถทางจิตวิญญาณได้เพียงพอ” ดังนั้นคำถามต่อเรื่องอาหารทำให้เราอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด มันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่เรื่องนี้ไม่ได้แทรกซึมเพียงพอเข้าไปสู่การศึกษา ก็เพราะครูเองก็ไม่ได้ตระหนักรู้ในเรื่องนี้อย่างเพียงพอเช่นกัน มันหมายถึงว่าคุณพัฒนามนุษย์ให้มีเจตจำนงที่ดีแต่ขาดกำลัง มันไม่อาจจะแทรกเข้าไปได้โดยตลอด มันคงค้างในเรื่องความคิดและความรู้สึกทางสังคม พวกเขาเป็นคนดี และไม่ตกเป็นเครื่องมือให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง พวกเขามีความมั่งคงแบบมนุษย์ทั่วไประดับหนึ่ง แต่ว่ามันชะงักในระดับของการแปรเปลี่ยน เจตจำนงเป็นพลังทางจิตวิญญาณในการแปรเปลี่ยน เราอาศัยอยู่โลกของรูปแบบรูปทรง ทุกสิ่งทุกอย่างมีรูปทรงของมันแล้วเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตอย่างเดียวที่สามารถแปรเปลี่ยนได้ ชีวิตของเราถูกวัดด้วยระดับของการแปรเปลี่ยนที่เราทำให้เกิดขึ้น เราสามารถเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นหรือแย่ลงได้ เราสามารถทำลายชีวิตได้ และเราก็สามารถสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ได้
ผมรู้สึกว่าการศึกษาที่แท้จริงนั้นเราต้องการการมีส่วนร่วมของครูผู้รู้แจ้ง ของแพทย์ที่พัฒนาไปสู่ความเป็นศิลปิน กล่าวอีกอย่างมันควรจะเป็นศิลปินผู้ซึ่งได้ทำงานเป็นแพทย์และชาวนาและชาวสวน เราเคยพูดถึงว่าหมู่บ้านก็คือชุมชนในอดีตและมันถูกทำให้แยกส่วนและสลายไป ผมจึงได้ฝันถึงชุมชนแบบใหม่และก็เรียกมันว่าเป็นหมู่บ้านหรือชุมชนแห่งของขวัญ เมื่อใดก็ตามที่ผมไปพูดบรรยายให้ผู้คนฟังเกี่ยวกับการเริ่มสร้างโรงเรียนใหม่ผมมักจะบอกหาที่ดินให้ได้สักผืนก่อนสิ อย่าผูกมัดตัวเองไว้กับการก่อสร้างอาคารที่ต่อมาภายหลังอาจจะใช้ไม่ได้ หาที่ดินสักแปลงและสร้างอาคารที่เป็นลักษณะชั่วคราว อะไรก็ได้ที่พอเหมาะสำหรับการเริ่มต้น แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆสร้างไปอย่างช้าๆในสิ่งที่ต้องการจริงๆ แต่ให้เริ่มต้นจากที่ดินสักแปลงก่อน ผมได้กล่าวเช่นนี้ในหลายแห่งของโลกแล้วก็มีเพียงสองสามคนที่ฟังผม ในชุมชนแห่งของขวัญของผมนั้นเราต้องการพื้นดิน เราจำต้องมีฟาร์ม และจาก การทำฟาร์มนี่เอง โรงเรียนก็ค่อยเติบโตขึ้น ในการร่วมมือกันของทั้งสองคนคุณก็ต้องการแพทย์เข้ามาร่วมด้วย คือในโรงเรียนคุณต้องมีหัตถกรรมและศิลปะ ถ้าคุณสร้างโรงเรียนเพื่อเด็กปกติทั่วไป คุณก็น่าจะมีบ้านเรียนเพื่อเด็กที่ต้องการการดูแลพิเศษและต้องการความช่วยเหลือ ผมยังคิดว่าคุณน่าจะต้องทำศูนย์ฟื้นฟูบำบัดหรือสถานที่สำหรับคนชราได้อาศัยและทั้งหมดนี้ต่างเกี่ยวพันซึ่งกันและกันและเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง
“มนุษย์จงรู้จักตัวเจ้าเองในร่างกาย, ดวงจิต และจิตวิญญาณ” แล้วถ้าคนเหล่านี้ต่างแบ่งปันความคิดในสิ่งที่เชียวชาญอันแตกต่างกันไป เราก็จะมีนักประติมากร นักจิตรกร นักยูริธมี ศิลปะทั้งมวล ทั้ง speech และละคร เป็นชุมชนร่วมกันของคนที่แตกต่างความสามารถและขอบเขตการงาน แต่ละคนก็สัมพันธ์กันในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งจะได้สร้างภาพลักษณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ที่สามารถเป็นได้ เราอาจจะพูดเช่นนั้นได้ว่านี่คือจิตวิญญาณใหม่ มันได้แทรกซึมเข้าไปสู่ชุมชนทั้งมวล
ในหลักสูตรของวอลดอร์ฟ รูดอร์ฟ สไตเนอร์ได้แนะนำให้กับครูว่า ให้จัดวิชาเรียนการทำสวนในชั้นประถมหกและเจ็ดและแปด (คือเด็กอายุ 12, 13 และ 14 ปี ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นชั้นไปเรียนชั้นมัธยม) พวกเขาจำเป็นต้องมีงานสวนและควรจะต้องทำตลอดสามปีเป็นอย่างน้อย นี่คือส่วนหนึ่งของภาพของเขาที่ว่าเด็กนักเรียนทุกคนควรได้สัมผัสดินและต้นไม้และดอกไม้ ควรได้มีโอกาสเพาะเมล็ดพันธุ์และเฝ้าดูมันเจริญงอกงาม เดี๋ยวนี้ผมขยายมันออกไปอีกเป็นตลอดสิบสองปีในโรงเรียน ผมคิดว่าในทุกปีของสิบสองปีในโรงเรียนวอลดอร์ฟ ควรจะมีช่วงเวลาที่เด็กๆได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างกระตือรือร้น และผมก็ได้ทำบางสิ่งบางอย่างไว้ที่โรงเรียนหนึ่งใน Haarlemsville ใน อเมริกา ที่นี่เราได้มีการประชุมครูสอนงานเกษตรในโรงเรียนวอลดอร์ฟของประเทศนี้แล้วเราก็สร้างแผนงานกันขึ้นมา ในโรงเรียนวอลดอร์ฟเราสัมผัสขอบเขตของธรรมชาติที่แตกต่างกันของธรรมชาติตลอดระยะเวลาในโรงเรียนตลอดหลักสูตรการเรียน และคำแนะนำของผมก็คือในแต่ละปีเด็กๆควรได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆกับโลกแห่งธรรมชาติรอบตัวและกับดินด้วย และเรียนรู้ที่จะรู้จักสัตว์ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
จอห์น โดโนแวน เล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งในวันก่อน เกี่ยวกับสถานที่ที่เขาไปช่วยพัฒนาอย่างน่าสนใจ ผมดีใจที่เขาอยู่ที่นี่ด้วย นี่เป็นการทำงานที่เพิ่มขึ้นอีกระดับแต่ยังไมเพียงพอ ผมขอเพิ่มจากสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วผมคิดว่าหลักสูตรการศึกษาวอลดอร์ฟทั้งหมดต้องมาทบทวนจากแง่มุมนี้คือเราต้องรักโลก เราไม่สามารถรักโลกนี้ได้ถ้าเราคงคิดกันต่อไปว่าโลกเป็นเพียงวัตถุก้อนดินที่เย็นชาและหมุนรอบๆตัวเองและดวงอาทิตย์อย่างเป็นกลไก นี่ช่างเป็นภาพมายาที่ยิ่งใหญ่ภาพหนึ่ง เราได้ลงมาสู่โลก เราย่ำเท้าบนพื้นโลกแต่ในปัจจุบันเราได้สูญเสียสรวงสวรรค์ไปแล้ว ผมคิดว่าภารกิจของเกษตรชีวพลวัตรก็คือการเชื่อมสัมพันธ์โลกเข้ากับโลกของดวงดาวและสรวงสวรรค์
ผมขอสิ้นสุดด้วยภาพนี้ ผมไม่สามารถพูดต่อไปได้อีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ได้กล่าวไว้เมื่อเช้าที่ผมอยากเอามาเชื่อมโยงกัน ในสมัยกรีกเราอยู่ภายใต้ราศีเมษ (Aries) ซึ่งมีรูปแกะเป็นสัญลักษณ์ มันเป็นเวลาที่นักปราชญ์ได้กำเนิดขึ้น ตอนนี้เราอยู่ในจักรราศีอะไรนะ? Pisces- ราศีมีนซึ่งเป็นปลา ถ้ามีเวลา เราน่าจะย้อนกลับ กลับไป จนไปถึงลิมูเรีย จนถึงการถูกขับจากสรวงสวรรค์(The Fall) เมื่อมนุษย์ยังเป็นกายทิพย์อยู่ และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงทีละขั้นทีละตอนจนกลายมาเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ไปสู่ความเป็นวัตถุและวัตถุยิ่งขึ้นไป จุดสูงสุดของสิ่งนี้คือจินตนาการอันสมบูรณ์แบบของรูปทรงมนุษย์ที่งดงามและมันเป็นเวลาที่ไคร์สได้ถือกำเนิดภายใต้ราศีเมษ ตอนนี้เราได้มาถึงจักรราศีปลา เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ ตั้งแต่ช่วงราศีเมษซึ่งเกี่ยวกับการถือกำเนิด การแสดงออกอย่างสมบูรณ์แบบในศิลปะของกรีก ปรัชญากรีก การละครแบบกรีก แต่ตั้งแต่บัดนั้นมาเราก็อยู่ในกระบวนการของการคืนสู่จิตวิญญาณ (Spiritualisation) ก่อนถึงช่วงเวลาแห่งไครส์ –โลกยังอยู่ในช่วงที่กำลังเริ่มต้นจะกลายเป็นโลก ตอนนี้โลกได้เริ่มเสื่อมลงไปเรื่อยๆ
โลกจะสูญหายไปแต่คำพูดของผมยังไม่หายไป คำพูดของผม เป็น ตัวผม (My word is the “I am”) ดังนั้นผมมีความรู้สึกว่าในยุคใหม่นี้เราได้กระแทกชนกับโลกวัตถุอย่างหนักและสูญเสียสรวงสวรรค์แต่ตอนนี้เราทำงานจากมิติด้านใน ไม่ใช่แรงบันดาลใจจากเบื้องบน แต่โดยที่เกิดมาจากภายในของตัวเราเอง เราจำต้องหาความสัมพันธ์ใหม่กับโลก เราจำต้องนำโลกกลับคืนมาโดยการปฏิบัติภายในตัวเราเอง เพื่อที่จะค้นหาความสัมพันธ์ใหม่ๆกับดวงดาว เมื่อนั้นการเกษตรก็จะเป็นเกษตรที่แท้จริง เป็นวัฒนธรรมของโลก
ด้วยทัศนะนี้เกษตรชีวพลวัตรจึงถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงไปสู่กระบวนการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ มีผู้คนมากมายในประเทศนี้ที่ทำฟาร์มอินทรีย์ และทำงานเช่นนี้ด้วยความซื่อสัตย์และกระตือรือร้น แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังคงติดกับโลกใบเก่าอยู่บ้าง ขั้นตอนต่อไปที่จะไปถึงดวงดาวนั้นมาจากภายในมันไม่ใช่สิ่งที่ส่องแสงมาจากข้างบนอีกต่อไป-เส้นทางเก่าของปรีชาญาณ แต่รูดอร์ฟ สไตเนอร์ได้บรรยายไว้ว่าการจะกลับขึ้นไปต้องผ่านวิถีแห่งเจตจำนง (the ascent once again on the path of will) มันเป็นสิ่งเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันที่ผมเห็นว่าเกษตรชีวพลวัตรมีภารกิจพิเศษ คือการทำให้พลังเจตจำนงแข็งแรง โดยการปฏิบัติที่เหมาะสมและการเยียวยาร่างกาย นี่แหละทำไมมันจึงต้องมีหมู่บ้านใหม่ และชุมชนแบบใหม่เกิดขึ้นรอบๆเกษตรชีวพลวัตร นี่ทำไมเราจึงต้องการครู หมอ ชาวนา ทำงานร่วมกันประหนึ่งเพื่อนร่วมงานที่ดีเพื่อรับใช้ธรรมชาติทั่วตัวตนของมนุษย์ นี่เป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งยวด และเราจำต้องเป็นคนธาตุไฟ แม้คนที่ธาตุน้ำที่สุดก็ตามจะต้องเริ่มพัฒนาให้มีไฟในพุง ปราศจากสิ่งนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากการระเบิดนั่นเป็นด้านลบของสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น ดวงไฟลุกจากภายใน ไฟที่กำลังแปรเปลี่ยน แทนที่เราจะทำลายล้างจนหมดสิ้นกำลัง นี่ไงเราจึงลุกขึ้นมาเพื่อต่อต้านและมันเป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะให้ได้
*The host of Heaven: the hierachies of Haven
From Above down below;
- Cherubim, Seraphim, Thrones
- Exusiai, Dynamis, Kyriotetes
- Archai, Archangles, Angels.
ท้ายบทความ..ไม่จบนะคะ ไม่ทราบมาจากที่ส่งมาให้หรือเปล่า เดี๋ยวจะกลับไปเช็คดูค่ะ ข้อความทำไมหายไปหนอ
พ่อติ๊ก ครูอ้วนครับถ้าได้บทความที่สมบูรณ์ ผมขออนุญาตแบ่งปันในกลุ่มต้นรักด้วยนะครับ พรเทพ
ค่อนข้างเป็นเรื่องจิตวิญญาณขั้นสูง แม้จะดูเหมือนเป็นปรัชญาแต่ก็อิงศาสนาคริสต์เช่นกัน ขอคารวะสำหรับบทความที่เผยแพร่ แม้ต้องเดาว่าภาษาอังกฤษต้นฉบับว่าอย่างไร แต่ก็เข้าใจได้ในบริบทแบบไทยๆ ครับ
ต้องขอบคุณ ครูอ้วนครับที่กรุณาจัดส่งมาให้ลงครับ