ปีนี้ครบรอบ 90ปี วอลดอร์ฟ อยากทราบความเห็นว่า “ทำไมต้อง…วอลดอร์ฟ”
ปีนี้ ปีคศ.2009 การศึกษา วอลดอร์ฟ เดินทางมาถึงปีที่ 90แล้ว หลังจากที่ ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์เริ่มก่อตั้งโรงเรียน วอลดอร์ฟ แห่งแรกขึ้น เมื่อวันที่ 7 กันยายน 1919 ที่โรงงานยาสูบ วอลดอร์ฟ ในสตุทการ์ท เยอรมัน
สำหรับในประเทศโลกที่สาม ในเอเชีย และในเมืองไทยเราแนวคิดการศึกษา วอลดอร์ฟ ก็ได้เริ่มแผ่กระจายผู้สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีโรงเรียนเล็กโรงเรียนน้อย ทั้งที่ใช้แนวคิด วอลดอร์ฟ เป็นแกนหลัก กับที่เอาบางอย่างไปประยุกต์และผสมผสานในการเรียนการสอน
อาจมีผู้คนส่วนหนึ่งมองว่าการศึกษา วอลดอร์ฟ คือการศึกษาทางเลือกทางหนึ่ง สำหรับครอบครัวที่ไม่สามารถยอมรับได้กับการศึกษากระแสหลักที่มีการจัดการเรียนการสอนอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจมีความคิดต่างๆกันไปในหมู่ผู้สนใจและนำพาลูกเข้าสู่การศึกษาแบบนี้ ซึ่งอาจมีทั้งที่มีคำตอบว่าไม่อยากเน้นวิชาการ วอลดอร์ฟ ไม่เน้นวิชาการ เลยอยากให้ลูกเรียน แล้วจริงหรือเปล่าที่ วอลดอร์ฟ ไม่เน้นวิชาการ หรืออาจมีคำตอบว่าอยากให้ลูกเก่งศิลปะ เพราะ วอลดอร์ฟ เรียนศิลปะเยอะ หรือเพราะการศึกษาแบบนี้ตอบโจทย์อะไรกับแต่ละครอบครัวได้บ้าง ถึงได้มาสนใจกัน หรือ วอลดอร์ฟ เป็นลัทธิ ที่ทำให้เราๆต้องมาฟูมฟายหลงไหลกันนักกันหนา วอลดอร์ฟ เป็นแค่การศึกษาสำหรับลูกเราเท่านั้นหรือแล้วตัวเราได้อะไรจากการศึกษาแบบนี้ด้วยหรือไม่
ทั้งหมดที่พูดมาเพราะได้แนวคิดจากการคุยกับครูอ้วน(อภินทร์พร กิตติพีรพัฒน์ ) จาการสนทนากันในเย็นวันหนึ่ง
จึงอยากให้ท่านผู้อ่านจะกรุณาช่วยแสดงความคิดเห็น ในเว็บนี้ เพื่อแบ่งปันความเข้าใจกับผู้อ่านท่านอื่นๆ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ 90ปีที่โรงเรียน วอลดอร์ฟ แห่งแรกเกิดขึ้น
หัวข้อกระทู้
-
ทำไมท่านจึงสนใจการศึกษา วอลดอร์ฟ ?
-
และการศึกษา วอลดอร์ฟ ตอบโจทย์อะไรแก่ท่าน ?




ก่อนหน้านั้นมองหา รร. ให้ลูกอนุบาล จนมาสะดุดชื่อแนวการสอนนี้ จึงสงสัย เลยเข้ามาทำความรู้จักศึกษาข้อมูล จนเลือกให้ลูกในที่สุด
คิดว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นหลักจริงๆ(แบ่งช่วงวัยตามธรรมชาติของเด็ก) แบบที่เข้าใจเด็ก ไม่ยัดเยียด ไม่ฝืน ไม่กดดัน ส่วนตัวทั้งพ่อแม่ก็แค่อยากให้ลูกมีความสุข ช่วยเหลือตัวเองได้ มีความคิดเป็นของตัวเอง คิดว่าการเรียนแนวนี้จะหล่อหลอมให้เด็กมีความเป็นปัจเจกได้คะ
การเรียนแบบนี้น่าจะทำให้ผู้เรียนมีความสุข และโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข ส่วนเรื่องวิชาการนั้นคิดว่า แนวนี้วิชาการเข้มข้นตามอายุของเด็ก ตามวัยของเด็ก ครูจะต้องเก่งและทำงานหนัก เพราะจะต้องหาวิธีสอนให้เด็กเข้าใจ ไม่ยัดเยียด เด็กก็ต้องศึกษาในแต่ละหัวข้ออย่างหนัก ไม่งั้นจะไม่สามารถสรุปออกมาเป็นความรู้ของตัวเองได้ ความรู้แบบนี้น่าจะอยู่นาน ฝังลึกลงไป พอถึงคราวจะเอามาใช้ก็เอามาใช้ได้อย่างเหมาะสม เรียนแบบอ่านมาสอบง่ายกว่ากันเยอะค่ะ
ส่วนพ่อแม่จะได้อะไร นั้นคิดว่าคงนอนตายตาหลับ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร ลูกได้สิ่งที่พ่อแม่อยากให้ อยากให้ลูกเห็นลูกเล่นได้ทำเหมือนสมัยที่พ่อกับแม่เป็นเด็ก พ่อแม่อาจจะได้เจอเพือนที่คิดเหมือนๆกัน ไม่วิ่งตามเทคโนโลยี แฟชั่น ดำเนินชีวิตอย่างช้าๆ เกื้อกูลกัน
สนใจและเริ่มเข้าใจการศึกษาวอลดอร์ฟเมื่อเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับชีวิตว่า ชีวิตคืออะไร สุดท้ายปลายทางของชีวิตอยู่ที่ไหน เมื่อได้คำตอบก็เป็นจังหวะที่มีโอกาสได้เข้าศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาวอลดอร์ฟในหลายๆโอกาส (คิดว่า)ทำให้ตนเองเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นและไม่ได้มองการศึกษษวอลดอร์ฟเป็นแค่เพียงการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ไปประกอบอาชีพเท่านั้น หากแต่มองว่ากระบวนการจัดการศึกษาตามแนววอลดอร์ฟตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถังระดับที่สูงขึ้นไปเป็นกระบวนการที่หล่อหลอมให้เด็กได้สามารถเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม ได้ในที่สุดโดยผ่านการปูพื้นฐานที่เหมาะสมกับพัฒนาการและการตระหนักรู้ในแต่ละช่วงวัย พอดีเป็นคนไม่มีลูก ก็เลยไม่รู้จะเอาไปใช้กับใคร เรื่องของคุณภาพไม่มีความสงสัย หากแต่คิดไปถึงว่าอีกนานเท่าไรที่เด็กต่างจังหวัด เด็กที่ยากไร้ ขาดแคลนจะมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีเช่นนี้บ้างเท่านั้นเอง คงต้องช่วยกันหลายฝ่าย และคงใช้เวลาอีกหลายสิบปีหรือตราบเท่าที่จิตสำนึกของผู้ที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงจะมองเห็นความทุกข์ในการเกิด แก่เจ็บ ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้