แนวคิดจากหมอพร วันประชุมผู้ปกครองบ้านเรียนและประเมินเด็กเข้าเรียนม.2 ที่ปัญโญทัย
เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2551 พวกพ่อแม่ของเด็กๆบ้านเรียนมัธยม 11 ครอบครัวได้เดินทางไปโรงเรียนปัญโญทัย เพื่อพาเด็กๆที่สมัครเข้าเรียนชั้น ม.2 ไปให้หมอพร ประเมินเพื่อตัดสินใจรับเข้าชั้นเรียน ในโอกาสนี้พี่หนิงซึ่งเป็นครุูประจำชั้นของเด็กๆของเราที่่บ้านเรียนได้ช่วยนัดหมอพรเพื่อให้ได้พบปะพ่อแม่ และเปิดโอกาสให้ซักถามความเข้าใจกันตามสมควร ผมเห็นว่าเนื้อหาที่หมอพรได้พูดคุยน่าจะเป็นประโยชน์และสมควรเบันทึกเพื่อเผยแพร่ให้กับครอบครัวอื่นๆได้รับทราบหลายๆประเด็น ดังนี้
- การพิจารณาเด็กเข้าชั้นเรียน ว่าเด็กคนใดควรอยู่ชั้นไหน แม้นว่าเด็กจะเรียนอยู่ในชั้น ม.2 ที่บ้านเรียน
ประเด็นนี้ ที่จริงหมอพรได้กรุณาตอบไว้ในการพบปะกันครั้งก่อนๆรวมทั้งครั้งนี้ว่าคงพิจารณาใน 3-4 ด้าน- อันดับแรกที่ดูง่ายที่สุดคืออายุตามวันเกิดในสูติบัตร
- สังเกตุ Soul life ของเด็กคนนั้นว่าอยู่ในระดับใด สอดคล้องกับช่วงชั้นนี้หรือไม่ ความรู้ในวิชาการต่างๆไม่ใช่ตัวตัดสิน
- ดูความสัมพันธ์สอดคล้องกันของเด็กคนนั้นๆกับกลุ่มว่าเป็นอย่างไร
- ดูผลได้ผลเสียถ้าเด็กคนนั้นๆจะต้องถูกเปลี่ยนชั้นเรียน ไม่ว่าทั้งในแง่การเลื่อนชั้นขึ้นหรือเลื่อนลง
- การพิจารณาจะดูหลายๆด้านข้างต้นประกอบกัน ซึ่งบางครั้งอาจตัดสินใจผิดในครั้งแรกๆ แต่เมื่อเห็นเด็กชัดขึ้นก็อาจจำต้องเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจในภายหลัง
- การดูทีวีและการบ่มเพาะความคิดและทัศนะต่อปัญหา
- หมอพรให้ความคิดว่า ทีวีมีผลต่อเด็กในแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน ทีวีจะมีผลต่อเด็กเล็ก ค่อนข้างรุนแรงและฝังลึก แต่กับเด็กในชาวงอายุนี้ (12-14) ทีวีสร้างแง่คิดผิดๆในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบัน ทีมีการแตกแยก การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการบริโภคและการเมือง สร้างความเชื่อให้เด็กว่าถ้าสิ่งหนึ่งดี อีกสิ่งหนึ่งก็ต้องเลว ฝ่ายเราเท่านั้นที่ดี ส่วนฝ่ายโน้นเลว และไม่มีความดีเลยสักหยด ซึ่งเป็นความคิดสุดโต่ง ทำให้ไม่มีทางแก้ปัญหาอะไรได้ ถ้าไม่พยายามมองเห็นความดีของอีกฝ่ายบ้าง ไม่มีตรงกลาง และความคิดต่างๆถูกใส่ให้แก่เด็กโดยแทบไม่ต้องคิด เพราะเด็กยังไม่อยู่ในวัยที่พร้อมจะคิดแบบมีวิจารณาญาณที่ดี การศึกษาคือการทำให้เด็กมีความพร้อมที่จะมีความคิดของตนเอง มีวิจารณญาณที่ดี ถ้าเราทำได้ดี ทุกครั้งที่เด็กตัดสินใจ เค้าจะตัดสินใจในทางที่ถูกเสมอ แล้วเราต้องยอมรับด้วยว่าเค้าอาจตัดสินใจไม่ตรงกับเราก็เป็นได้
- เรื่องการปรับตัวของเด็กกับเพื่อนใหม่ โรงเรียนใหม่
- ปัญหาคือเด็กมากันเป็นกลุ่มใหญ่ร่วมสิบคน และมีความผูกพันกันมายาวนาน และเมื่อย้ายมาอยู่โรงเรียนใหม่ที่มีเพื่อนร่วมชั้นอีกกว่าสิบคน การเด็กมาเป็นมาเป็นกลุ่มใหญ่ทำให้ขาดความพยายามที่จะปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ เนื่องจากมีกลุ่มเพื่อนของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเด็กมาคนเดียวเด็กจะมีแรงขับให้ต้องพยายามปรับตัวมากกว่า ซึ่งคงต้องใช้เวลามากขึ้นสำหรับเด็กที่มาเป็นกลุ่มแบบนี้ โรงเรียนและหมอพรคงต้องหาวิธีการต่างๆที่จะคลี่คลายต่อไป
- การบ่นและไม่พอใจของเด็กต่อสิ่งต่างๆในโรงเรียนใหม่
- เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมแน่นอนว่าเด็กต้องไม่คุ้นชิน และถ้าสิ่งใหม่ๆต้องอาศัยเจตจำนงที่มากขึ้น ในการทำสิ่งต่างๆในวัฒนธรรมของปัญโญทัยที่มีความตั้งใจในการสร้างพลังแห่งเจตจำนงของเด็กเป็นอย่างมากอยู่แล้ว เด็กๆย่อมบ่นโน่นบ่นนี่ตลอดเวลาแห่งการปรับตัวของเค้า รวมทั้งวัยนี้ของเด็กซึ่งเป็นช่วงอายุแห่งการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าหากพ่อแม่ไม่สามารถรับกับสถานการณ์นี้ได้ เมื่อเด็กบ่นแล้วพ่อแม่ก็ช่วยกระพือความรู้สึกนี้ของเด็กให้มากขึ้นไปอีก ก็ยิ่งจะทำให้เด็กผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ยากขึ้น ดังนั้นพ่อแม่จึงมีส่วนสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เด็กปรับตัวได้ในที่สุด
Categories: แนวคิดหมอพร
ดูทีวี, ประชุมพ่อแม่, ปัญโญทัย

ความเห็นล่าสุดจากผู้อ่าน